“กินอะไรไม่ลงเลยเหรอ?” เชิงหนานซิงเงยหน้ามองป้าหวัง
ป้าหวังพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความน่าเศร้า
“บ้านริ้วตะวันออกนั่นไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะอาศัยได้หรอกลูก คนในบ้านเขามาซื้อของข้างนอกเป็นประจำ ของประเสริฐจากภูเขาและรสเลิศจากทะเลก็เคยซื้อมาแล้ว แต่สุดท้ายก็เอากลับส่งคืนไปเฉย ๆ ทั้งที่ไม่ได้แตะเลย ได้ยินมาว่าคุณชายเยี่ยนเป็นโรคแล้ว พอได้กลิ่นเนื้อสัตว์ทีก็อาเจียน จะจิบข้าวต้มสักคำยังยากเย็น”
นางเงยหน้ามองไปทางปากตรอก
“คนในบ้านเขาเรียกหมอมาดูแลไม่น้อย ทั้งหมอชื่อดังที่เดินทางมาจากต่างเมือง ยากินไปเกวียนแล้วเกวียนเล่า แต่คนกลับผอมลงเรื่อย ๆ จะเรียกว่าโรคประหลาดได้ไงล่ะ”
เชิงหนานซิงไม่รีบตอบ
นางนึกถึงท่วงท่าของคุณชายเยี่ยนตอนที่ยืนอยู่หน้าแผง เขาถูกกลิ่นหอมชวนให้ลำคอขยับกลืน แต่แววตากลับกดทับด้วยการต่อต้านที่ลึกล้ำ ราวกับเพียงชิมสักคำ ความทรมานที่ทนแทบไม่ไหวก็จะมาเยือน
ชาติก่อนตอนถ่ายทำสารคดีอาหาร นางเคยใกล้ชิดชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นโรคเบื่ออาหารเรื้อรัง
ต่อหน้าเขาวางอาหารจานโปรด แต่มือเขาสั่นจนถือตะเกียบไว้ไม่มั่น
ที่จริงไม่ใช่ว่าท้องรองรับอะไรไม่ได้ หากแต่ใจถูกบางเรื่องกดทับไว้หนักเกินไป อาหารถึงปากไปแล้ว รสที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความหอมหวาน หากคือความขยะแขยงกับความเหนื่อยล้าที่น่าสะทกสะท้าน
บางครั้งรสรู้ก็ถูกอารมณ์ล็อกไว้เสียเอง
แค่เกลี้ยกล่อแรง ๆ ไม่อาจเปิดกุญแจนั้นได้
คนบางคนไม่ใช่กินไม่ลง หากแต่ความอยากมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ถูกอารมณ์บางอย่างกดขี่ไว้
เชิงหนานซิงวางถ้วยกลับขึ้นชั้นไม้ แต่ใจกลับจดจำเรื่องนี้ไว้
นางไม่คิดว่าตัวเองรักษาโรคได้
แต่ผู้ชายคนนั้นมาหลายครั้งติดต่อกัน แปลว่าในใจเขาอาจยังเหลือเมล็ดพันธุ์ความอยากกินอยู่สักนิด ถ้าเปลวนั้นยังไม่ดับสนิท ก็ยังมีโอกาส
“ป้าหวังคะ พรุ่งนี้หนูจะเคี่ยวซุปรสจัดลดลงบ้าง แล้วเผื่อหม้อเล็กไว้หนึ่งหม้อเป็นซุปไก่ใส”
“เผื่อซุปใสไว้ทำไม?”
“บางทีอาจมีคนกินลงได้”
ป้าหวังไม่เข้าใจ แต่เห็นเชิงหนานซิงก้มหน้าคิดแผนไปแล้ว จึงไม่ได้ถามต่อ
วันที่สามที่ออกแผง คนในตรอกเยอะกว่าสองวันก่อน
บางคนอยากกินก๋วยเตี๋ยวน้ำไก่ต้นหอมน้ำมันจึงมาต่อแถวตั้งแต่เช้า บางคนเดินทางข้ามแขวงมาโดยเฉพาะ เพื่อลองรสชาติที่ขึ้นชื่อว่าเหนือคำบรรยาย ยังมีพนักงานโรงเตี๋ยมยืนอยู่ไกล ๆ แอบแอบเหลียวมองหม้อใบใหญ่
เชิงหนานซิงยังทำแค่ 15 ถ้วยเท่าเดิม
ตอนนี้ทุนน้อย เปิดตัวใหญ่ทีเดียวไม่ได้ ยึดรสชาติให้มั่นก่อน แล้วค่อย ๆ สะสมลูกค้า ได้มั่นคงกว่าการขยายแบบหวังรวยลัด
พอน้ำซุปไก่เดือด กลิ่นหอมลอยตรงไปถึงปากตรอก
ลุงหลี่วันนี้มาเชียร์เช้ามืด ได้ถ้วยแรกไปครอง รับถ้วยแล้วก็เริ่มโอ่กับคนอื่นทันที “เมื่อวานกินก๋วยเตี๋ยวนี่เสร็จ ขนของทั้งเช้ายังไม่เหนื่อยเลย ใครวันนี้ไม่ได้กิน อย่าหวังว่าจะแบ่งให้สักคำนะ”
มีคนหัวเราะด่าที่ขี้เหนียว แถวหน้าแผงก็ยังต่อกันเป็นระเบียบ
เชิงหนานซิงยุ่งจนเท้าไม่ถึงพื้น แต่หางตาก็ยังคอยสังเกตที่ปากตรอก
ใกล้เก็บแผง เงาคนนั้นก็ปรากฏตัวตามคาด
ยั่นเวยชื่อยืนอยู่ท้ายแถว วันนี้เขายังสวมชุดครามเรียบ ๆ เหมือนเมื่อวาน ใบหน้าซีดกว่าเดิม ใต้ตามีรอยมืดจาง ๆ
เชิงหนานซิงถอนสายตาแล้วหันไปทำก๋วยเตี๋ยวต่อ
พอคนข้างหน้าค่อย ๆ ถือถ้วยกลับไปจนหมด ที่หน้าแผงว่างลง ยั่นเวยชื่อจึงก้าวเดินอย่างช้า ๆ เข้ามา
เขายืนหน้าแปลนไม้ สายตาจดจ่ออยู่ที่น้ำซุปในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน สีหน้าล้าไปนิด ๆ
เชิงหนานซิงเช็ดมือแล้วยิ้มให้เขา
“ลูกค้าอยากทานก๋วยเตี๋ยวไหมคะ?”
ยั่นเวยชื่อมองเธอ เหมือนไม่คิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายพูดก่อน
พออยู่ใกล้ เชิงหนานซิงจึงเห็นชัดว่าดวงตาของเขาดำมืดราวกับค่ำคืนที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ในดวงตานั้นไม่มีความตื่นเต้นแบบคนเห็นอาหารอร่อย หากกดทับด้วยการระงับใจที่แทบจะเรียกว่าความเหนื่อยล้า
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงต่ำและแหบพร่า
“กินไม่ได้”
คำนั้นพูดออกมาอย่างสงบ ราวกับถูกพูดซ้ำมานับไม่ถ้วนแล้ว
คนข้าง ๆ ได้ยินเข้า ตาส่ายมามองอย่างสงสัย ป้าหวังนึกถึงโรคของเขา เกรงจะมีคนปากเสีย จึงรีบโบกมือไล่ลูกค้าออกไป
แต่เชิงหนานซิงไม่ถามหาเหตุผล
“งั้นหนูทำให้สักถ้วยที่ไม่เหมือนใครก็แล้วกัน” เธอชี้ไปที่หม้อ “ไม่เอาเงิน ท่านชิมแค่คำเดียวก็พอ”
ยั่นเวยชื่อมองเธอ
หญิงสาวใบหน้ายังซีดจากการป่วย แต่แววตาสว่างสะอาด เธอไม่เร่งรัด ไม่วางท่าว่ากำลังให้ทาน ราวกับแค่รู้สึกว่าเขาสมควรลองชิมก๋วยเตี๋ยวถ้วยนี้เท่านั้น
คิ้วของยั่นเวยชื่อขยับเล็กน้อย
“ถ้ากินไม่ลง จะเสียของเปล่า”
“ก๋วยเตี๋ยวทานไม่ได้ก็เลี่ยง แต่ซุปสักคำยังไหว” เสียงเธอเรียบง่ายตามปกติ “ถ้ายังไม่สบาย วางลงก็แล้วกัน ไม่ต้องฝืน”
พูดจบ เธอไม่รอให้เขาตอบรับ ก็หันกลับไปที่เตาไฟ
เส้นก๋วยเตี๋ยวที่เตรียมไว้วันนี้ยังเหลืออยู่บ้าง
เชิงหนานซิงหยิบก้อนแป้งก้อนใหม่ขึ้นมา รีดให้บางริบหรี่ ใบมีดตกลงทีละครั้ง เส้นเล็ก ๆ ทีละเส้นบางยิ่งกว่าเส้นธรรมดาหลายเท่า เกือบจะเหมือนเส้นไหมสีขาวที่ปั่นออกมา
แป้งหยาบจะทำเป็นเส้นบางขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ก้อนแป้งต้องนวดนานพอ ตอนรีดก็ต้องสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นลงน้ำปุ๊บก็ขาด เธอวางฝ่ามือกดไม้รีด ท่าทีไม่รีบร้อน แผ่นแป้งบาง ๆ ค่อย ๆ กางออกบนเขียง
ยั่นเวยชื่อยืนอยู่ตรงนั้น มองเธออยู่ยุ่ง
คนตลาดส่วนใหญ่กลัวเขา บ้างก็อยากเข้าใกล้เพื่อแสวงหาประโยชน์ คนที่ได้ยินเขาพูดว่า “กินไม่ได้” แล้วไม่แสดงความเวทนาหรือความอยากรู้อยากเห็นแบบเธอ หาได้ยาก
เธอเพียงมองเขาเป็นลูกค้าคนหนึ่งที่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น
พอน้ำเดือด เชิงหนานซิงจึงใส่เส้นบางลงไป
เส้นบางมาก ต้มไม่นานนัก เธอนับเวลาแล้วตักขึ้น ใส่ลงถ้วยเครื่องเคลือดินเผาใบสะอาด แล้วตักซุปไก่ใสจากหม้อเล็กข้าง ๆ หนึ่งทัพพี
ซุปหม้อนี้ไม่ใส่เครื่องเทศรสจัด หยิบเอาแต่ชั้นบนสุดที่ใสที่สุด
เธอใส่เกลือเพียงเล็กน้อย แล้วปิดท้ายด้วยน้ำมันงาหยดหยด ผิวซุปใสสะอาด เส้นบางลอยอยู่ในถ้วยเบา ๆ ราวกับเส้นไหมจมอยู่ใต้น้ำ
“เสร็จแล้วค่ะ”
เชิงหนานซิงวางถ้วยลงตรงหน้าเขา
ยั่นเวยชื่อก้มตามองถ้วยนั้น
ไม่มีกลิ่นหอมรุนแรงจนหายใจไม่ทัน ไม่มีน้ำราดที่มันเงาสาดกระเซ็น ไออุ่นบาง ๆ ลอยขึ้นมา มีแค่รสเลิศสะอาดของซุปไก่ผสมกับกลิ่นงาอ่อน ๆ อ่อนโยน
กลิ่นนั้นเบามาก
เบาจนไม่บังคับใคร
มือของเขาหยุดค้างอยู่ข้างถ้วยนาน จึงรับตะเกียบ
เชิงหนานซิงไม่จ้องเขา แค่ก้มหน้าเก็บกวาดแป้งบนเขียง ป้าหวังยืนอยู่ในร้าน อยากเดินมาดูหลายรอบ แต่กลัวรบกวน ได้แต่แอบแอบเหลียวมาทางนี้
ยั่นเวยชื่อยกถ้วยขึ้นก่อน นำมาใกล้ริมฝีปาก
ไอระอุ่นแตะแก้ม นิ้วของเขากระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
สองปีมานี้ เขาเห็นอาหารมามากมาย
โต๊ะเลี้ยงที่หมอพระครัวปรุง ยาอาหารที่หมอชื่อดังสั่ง เห็ดหรยาจากป่าลึก กระทั่งมีคนว่าเขาถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง หอกลั่นอาหารแปลก ๆ ตามสูตรชาวบ้านมาให้ไม่ซ้ำหน้า
แต่ทุกครั้งที่อะไรถูกส่งตรงหน้าเขา มันจะทำให้เขาขยะแขยง
ความขยะแขยงนั้นดูดออกมาจากในกระดูก บังคับให้เขาผลักอาหารทุกชนิดออกไป
แต่เมื่อคำซุปนี้ผ่านเข้าปาก ความพล่านที่เขาคิดว่าจะเกิดกลับไม่มา
ซุปไก่รสจืดไหลลงคออย่างนุ่มนวล ความอบอุ่นค่อย ๆ เดินทางช้า ๆ แต่จริงแท้ ลงไปกองในท้องที่ว่างเปล่า
มือที่ถือถ้วยของยั่นเวยชื่อหยุดค้าง
เขาก้มมองเส้นบาง ๆ ในถ้วย ก้นตาดำมืดในที่สุดก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย
เชิงหนานซิงได้ยินเสียงหายใจเบามากเสียงหนึ่ง
พอเงยหน้าขึ้นอีกที ยั่นเวยชื่อก็ปั๊บตะเกียบคำแรกขึ้นแล้ว
เขากินช้ามาก
แต่ละคำเหมือนกำลังยืนยันว่าร่างกายจะต่อต้านหรือไม่ พอกินถึงคำที่สาม บ่าและหลังที่ตึงเครียดก็คลายลงบ้าง ตะเกียบไม่หยุดอีกเลย
ซุปใสเส้นบาง ลิ้นสัมผัสนุ่มลื่น
รสเลิศที่เคี่ยวจากซุปไก่ซึมเข้าเส้นบาง ไม่เข้มจัด ไม่จืดจนเหลือเกิน น้ำมันงานิดเดียวพยุงกลิ่นหอมขึ้นมา ชวนให้อยากซดซุปเพิ่มอีกคำ อยากหยิบเส้นเพิ่มอีกคำ
ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถ้วยไม่มาก
แต่ยั่นเวยชื่อกินอยู่นาน
ป้าหวังมองจนลืมกดเครื่องคิดเลข ปากอ้าค้างอยู่อย่างนั้น นางเคยเห็นคนรับใช้ตระกูลเยี่ยนมาซื้อของ และเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายเยี่ยนมานับไม่ถ้วน
ในข่าวลือนั้น เขาแม้แต่น้ำข้าวสักคำก็กลืนไม่ลง
แต่คนตรงหน้านี้ กินก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถ้วยหมดอย่างเงียบ ๆ
เส้นบางเส้นสุดท้ายผ่านเข้าปาก ยั่นเวยชื่อยกถ้วยขึ้น ซดซุปที่เหลือหมดในคำเดียว
ถ้วยถูกวางกลับลงบนแปลนไม้อย่างเบามือ
สะอาดเอี่ยม
เชิงหนานซิงมองเขา ใจก็โล่งขึ้นบ้าง เธอรู้ว่าถ้วยนี้ไม่ได้รักษาโรคอะไรได้ แต่อย่างน้อยมันพิสูจน์แล้วว่า รสรู้ของเขายังไม่ตายสนิท
“ยังไม่สบายอยู่ไหมคะ?” เธอถาม
ยั่นเวยชื่อเงยตามองเธอ
เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ตอบรับเบา ๆ เพียงคำเดียว “ไม่สบาย”
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปี ที่เขากินอะไรได้ทั้งถ้วยเต็ม
เขาหยิบก้อนเงินออกมาจากแขนเสื้อ วางไว้บนแผง เชิงหนานซิงเห็นน้ำหนักก้อนเงินนั้นแล้ว รีบเอ่ยทันที “ลูกค้าคะ ก๋วยเตี๋ยวถ้วยนี้บอกแล้วว่าไม่เอาเงิน”
แต่ยั่นเวยชื่อเดินจากไปท่ามกลางฝูงชนเสียแล้ว
เชิงหนานซิงยื่นมือออกไปอยากเรียกเอาไว้ แต่ได้แต่เห็นเงาผอมสูงนั้นหายไปกับปากตรอก
ก้นถ้วยเหลือซุปใส ๆ นิดหนึ่ง ถูกซดจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว แม้แต่ผนังถ้วยยังสะอาดเอี่ยม
