ร้านข้าวเล็กในฉางอาน อัครมหาเสนาบดีก็มากินข้าวทุกวัน

ตอนที่ 1 ร้านข้าวเล็ก ๆ ในฉางอาน ที่ประมุขแห่งแคว้นมาแอบกินทุกวัน

8 นาที· 1.9K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

สะดุ้ง เจ็บจัง

เชิงหนานซิงตื่นมาเพราะแผดเผาอยู่ในท้อง

เธอม้วนตัวอยู่บนเตียงไม้ขาขาด หน้าผากแนบกับผนังเย็นเยียบ นานหลายชั่วยามยังไม่ฟื้นฟู ผ้าปูที่นอนใต้ตัวทั้งบางทั้งชื้น แสงสีเทาจาง ๆ รั่วไหลลงมาจากหลังคาที่รั่ว ส่องให้ฝุ่นตะกอนเต็มพื้นไม่มีที่ซ่อนตัว\น ที่นี่คือเรือนร้างหลังหนึ่ง

และก็คือที่ที่มารดาเลี้ยง "เมตตาปรานี" ให้เธออยู่ก่อนจะถูกไล่ออกจากตระกูลเชิง\น "ตื่นแล้วก็รีบไปซะ อย่ามาตายอยู่ในคุ้มเดี๋ยวจะอัปมงคล"

สามวันก่อน แม่นมคนสนิทของมารดาเลี้ยงยืนอยู่ที่ประตู แม้แต่ธรณีประตูเรือนของเธอก็ไม่ยอมก้าวเข้ามา เธอบีบผ้าเช็ดหน้าแน่น ราวกับกลัวสิ่งสกปรกจะติดมือ คำพูดเรียบแต่ร้ายกาจ\น "ท่านหญิงเห็นแก่ที่เจ้ายังสืบสกุลเชิง ไม่ได้ส่งเจ้าไปทิ้งให้รอดตายเองที่ไร่นา ถือว่าเป็นบุญคุณใหญ่โตแล้ว เจ้าลบหลู่ผู้มีบุญญาธิการ ทำคุ้มเสียชื่อเสียงของคุ้ม ต่อไปก็อย่าหวังว่าคุ้มจะเลี้ยงดูเจ้าอีกต่อไป"

ตอนนั้นเชิงหนานซิงเพิ่งดิ้นรนเอาชีวิตกลับมาจากบึ้งใหญ่ แม้ลงจากเตียงยังแทบไม่ไหว\น เธอไม่ได้ขัดแย้ง\น เพราะรู้ว่าขัดแย้งไปก็ไม่มีประโยชน์

ที่เรียกว่าลบหลู่ผู้มีบุญญาธิการนั้น ก็เพียงเพราะลูกสาวแท้ ๆ ของท่านหญิงพลาดมือทำแก้วชาหลุดในงานชมดอกไม้ น้ำชาร้อนกระเด็นโดนชายกระโปรงของผู้มีเกียรติ มารดาเลี้ยงปรับตักเตือนสั้น ๆ ว่า "สาวน้อยเชื้อสายข้างน้อยมือไม้ห่าม" เรื่องนี้จึงตกมาอยู่บนหัวเธอ\น ขณะนั้นเธอป่วยหนักจนสติลอย แม้แต่งานเลี้ยงนั้นก็ไม่เคยไปแตะต้องเลยด้วยซ้ำ\น แต่ใครจะสนใจ\น หญิงสาวฐานน้อยผู้สูญเสียมารดาไปแต่เด็ก ไม่เป็นที่รักของบิดา แม้จะตายอยู่ในเรือนก็ไม่อาจก่อคลื่นลมแม้แต่เล็กน้อย ยิ่งโทษนี้เพียงถูกไล่ออกจากประตูคุ้ม เหล่าตระกูลเชิงคงยิ่งดีใจที่ได้ลดปากกินลงหนึ่งปาก\น อาการปวดเกร็งอีกรอบในท้องดึงเธอกลับจากความทรงจำที่ราวกับเศษเสี้ยว\น เชิงหนานซิงพิงกำแพงนั่งตัวขึ้นอย่างช้า ๆ แขนทั้งสองข้างเหนื่อยล้าจนชา ประหนึ่งถูกแยกชิ้นแล้วประกอบใหม่อย่างมั่ว ๆ เธอก้มมองข้อมือผอมบางของตนเอง ฝ่ามือมีรอยแดงจากรอยถลอกใหม่ ๆ หลายเส้น\น ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอ ท่วมท้นขึ้นในจิตใจ\น อีกชีวิตหนึ่ง เธอคือเชิงหนานซิงผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีอาหาร เธอยืนอยู่เบื้องหลังเลนส์ เดินทางตามทีมงานผ่านขุนเขาแม่น้ำทะเลทะเลสาบ ยืนเฝ้ารอทั้งคืนเพื่อถ้วยซุปเนื้อแพะหนึ่งถ้วย เคยนั่งยองอยู่ในตรอกเก่า ๆ มองอาจารย์สูงวัยท่านหนึ่งใช้กระทะเหล็กสหนึ่งใบเคี่ยวน้ำจิ้มที่รสชาติไม่เคยเปลี่ยนมาหลายสิบปี

เธอชิมมาแล้วนับไม่ถ้วน จดสูตรโบราณไว้หลายร้อยชนิด วิธีทำเหล่านั้นที่ซ่อนอยู่ตามชนบทและกำลังจะสูญหายไป เคยเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในเลนส์ของเธอ\น บัดนี้ ความทรงจำเหล่านั้นพร้อมกับชีวิตของร่างที่อยู่ตรงหน้านี้ ล้วนถูกบรรจุเข้ามาในหัวของเธอทั้งหมด\น เธอยกมือกดขมับ ปวดจนต้องสูดปากเบา ๆ\น "ทว่าก็ไม่เป็นการขาดทุนเชียว"

เสียงที่หลุดออกมาแหบพร่า แต่เรียบนิ่ง\น อย่างน้อยเธอก็ยังมีชีวิตอยู่

ภายในห้องแทบไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เชิงหนานซิงเปิดห่อผ้าเก่าที่ขาดรุ่งริ่ง คว้าไปทั่วทั้งปลายแขนเสื้อและชายเสื้อ ได้เพียงเหรียญทองแดง 7 เหรียญ เหรียญเหล่านั้นอุ่นวูบเพราะถูกบีบขยำมานาน ขอบถูกถูจนสะท้อนแสง เห็นได้ชัดว่าเป็นทุนรอนที่เจ้าของเดิมซ่อนเก็บมาแสนนาน\น นอกจากนั้น มุมห้องยังมีกระทะเหล็กหนึ่งใบ\น ตัวกระทะถูกควันไฟเผาจนดำสนิท หูจับพันด้วยเชือกป่านสีซีดจาง แต่ผนังด้านในถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม เมื่อเธอยืดมือไปสัมผัส ปลายนิ้วเจอรอยแกะสลักตื้น ๆ หนึ่งเส้น\น นั่นคือของล้ำค่าที่มารดาของร่างเดิมทิ้งไว้

ในความทรงจำ ผู้หญิงที่มักไอขื้นเสียงคนนั้นเฝ้ากระทะใบนี้ หุงข้าวต้มให้เธอในครัวเล็ก ๆ หุงบะหมี่จืด ๆ ให้กินทีละชาม เมื่อใกล้จะจากไป นางเพียงพูดไว้หนึ่งประโยค\น "หนานซิง กระทะยังอยู่ วันข้างหน้าก็ยังเดินหน้าได้"

ร่างเดิมไม่เข้าใจ\น แต่เชิงหนานซิงในวันนี้เข้าใจแล้ว\น เธออุ้มกระทะเหล็กขึ้นมา น้ำหนักอึ้งตั้งกดที่ข้อพับแขน กลับทำให้ใจมั่นคงขึ้น เหรียญทองแดง 7 เหรียญไม่พอให้กินได้อีกสักมื้อ สิ่งเดียวที่จะทำให้เธอรอดต่อไปได้ คือสองมือนี้และสิ่งที่อยู่ในหัวเธอ\น เธอต้องหาเงิน\น ต้องหาตอนนี้เลย\น เชิงหนานซิงผลักประตูเรือนที่โยกคลอนจะหักล้มออกไป ลมนอกประตูพัดปะทะใบหน้า แล่นมาพร้อมกลิ่นควันไฟและชีวิตชีวาของยามเช้าตลาดถนน\น เธอไม่หันหลังกลับไปมอง อุ้มกระทะเหล็กกอดแนบอก ก้าวทีละก้าวมุ่งหน้าสู่ตลาดตะวันออก\น ตลาดตะวันออกเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ข้างทางก็เริ่มครึกครื้นแล้ว\น พ่อครัวตลาดผักที่แบกคานหามเสียงดังตะโกนขาย ร้านขนมนึ่งลอยไอร้อนฉ่า พ่อค้าขายขนมแผ่นคว่ำกระทะแบนกลับด้านไปมา กลิ่นน้ำมันปนกลิ่นแป้งชวนให้ท้องก่ำกึก\น เชิงหนานซิงเดินไม่เร็ว แต่มองอย่างพินิจพิเคราะห์

เธอไม่มีเงินซื้อผักสด สายตาจึงตกอยู่ที่ของส่วนเกินที่คนอื่นคัดทิ้ง ต้นหอมเหี่ยว ๆ แป้งหยาบแข็งกรอบ ไขมันหมูหลังเคี่ยวเอาไขมันดีออกแล้ว เหล่านี้ในสายตาคนอื่นไม่มีค่า แต่ในสายตาเธอเพียงพอสำหรับทำการค้าหนึ่งอย่างได้

"ลุง ต้นหอมมัดนี้ขายเท่าไหร่"

หล่าวจ้าวพ่อค้าผักชรากำลังเก็บแผง เงยหน้าขึ้นเห็นเสื้อผ้าของเธอซักจนซีดขาว กอดกระทะดำไว้ในอ้อมแขน คิ้วก็ขมวดทันที

"หนึ่งเหรียญ"

"แป้งหยาบล่ะ"

"สองเหรียญต่อจิน"

เชิงหนานซิงควักเหรียญทองแดงออกมา 3 เหรียญวางบนแผงไม้ "ขอแป้งหยาบครึ่งจิน ต้นหอมหนึ่งมัด แล้วก็ก้อนไขมันหมูนั่น พอดีสามเหรียญ ท่านลุงจะได้ไม่ต้องเก็บไว้กินที่แผง"

หล่าวจ้าวมองตามทิศที่เธอชี้

ก้อนไขมันนั้นถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สีเหลืองหม่น แม้แต่ลูก ๆ ในบ้านตัวเองยังไม่ถูกปาก แรกทีลุกเต็มอยากบอกว่าของนิดหน่อยแบบนี้ไม่น่าค้า แต่คำพูดถึงปากกลับเห็นสาวน้อยตากล้าเป็นประกาย แม้แต่นิดเดียวไม่เหมือนคนที่มาแกล้งขวยราคาเอาเปรียบ\น "เอาไปเถอะ"

เขาห่อของลงกับใบบัวอย่างรวดเร็ว แล้วก็เผลอถามขึ้น "หนู หนูเอาไปทำอะไรเหรอ"

"ทำบะหมี่"

เชิงหนานซิงรับใบบัวมาไว้ในมือ ยิ้มให้เขาหนึ่งครั้ง "ถ้าขายดี พรุ่งนี้จะมาซื้อที่ร้านลุงอีกนะ"

หล่าวจ้าวไม่ได้เอามาคิดมาก โบกมือให้รีบไป\น เงินสามเหรียญจะทำอะไรที่ดีได้ยังไง

สาวน้อยคนนี้คงหิวจนมึนงงไปแล้ว\น เชิงหนานซิงไม่อธิบาย ไล่หาไปตามริมถนน แวะหยุดที่ร้านขายของเบ็ดเตล็ดร้านหนึ่ง ข้างร้านมีเตาไฟเล็ก ๆ ในเตายังเหลือเถ้าไม้ที่เผาค้างคืน ข้าง ๆ วางโอ่งน้ำใบหนึ่ง\น ป้าหวังกำลังนั่งกุมบัญชีอยู่หลังเคาน์เตอร์ พอได้ยินเสียงเรียกก็เงยหน้า เห็นสาวน้อยผอมบางจนลมพัดก็จะล้ม\น "ป้า หนูขอยืมเตาของป้าใช้สักครู่ได้ไหม"

เชิงหนานซิงชี้ที่กระทะในอ้อมแขนตัวเอง แล้วเสริมอีกหนึ่งประโยค "ฟืนกับน้ำ หนูขอใช้หน่อยนะ แลกกับที่หนูช่วยเฝ้าร้านให้ครึ่งชั่วยาม ป้าไปยุ่งเรื่องของป้าเองได้"

ป้าหวังเลียงดูเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า\น สาวน้อยคนนี้หน้าตาออกจะสะอาดสะอ้าน คิ้วตางดงาม เพียงแต่ตัวยังมีแววคลุ้มคลั่งจากการเจ็บป่วย ทั้งยังแฝงความตกอับ เธอแรกทีตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอได้ยินคำว่า "เฝ้าร้าน" สายตาก็ขยับขึ้น\น เธอกำลังหนักใจว่าต้องไปเอางานเข็มด้ายจำนวนหนึ่งจากร้านผ้าข้าง ๆ แต่ไม่มีใครมาเฝ้าร้านให้เลยสักคน\น "เจ้าอ่านบัญชีเป็นไหม"

"เป็น"

"ถ้าลูกค้าเดินหนี ของหาย ต้องตัดกันที่เจ้านะ"

"ได้"

ป้าหวังเห็นตอบรับอย่างรวดเร็วจึงลุกขึ้นยืน เอากุญแจห้อยพวงหนึ่งจากใต้เคาน์เตอร์มา "เตาเจ้าใช้ได้ ฟืนอย่าใช้เปลืองเป็นไฟ ข้างโอ่งน้ำมีกะละมัง ชามอยู่บนชั้นวาง ทำแตกหนึ่งใบทดสองเหรียญ"

เชิงหนานซิงพยักหน้า "หนูจดจำไว้แล้ว"

ป้าหวังถือกุญแจรีบออกจากร้านไป\น ในร้านเหลือเชิงหนานซิงอยู่คนเดียว เธอล้างกระทะเหล็กให้สะอาดก่อน จากนั้นหาเอาน้ำสะอาดมา แล้วแหงกต้นหอมเหี่ยว ๆ ออกมาทีละต้น ใบหอมโทนเหลืองบางส่วน เธอจึงเลือกเอาเฉพาะส่วนที่ยังมีกลิ่นเผ็ดร้อน ล้างน้ำขัดโคลนออกให้หมดจด\น แป้งหยาบถูกเทลงกะละมังไม้ที่แตกร้าว\น ตอนเติมน้ำเธอเทอย่างช้ามาก ก่อนอื่นใช้ตะเกียบคลุกแป้งให้จับตัวเป็นเกล็ดเบา ๆ แล้วจึงนวดขยำให้เข้ากันทีละน้อย ๆ แป้งหยาบความเหนียวต่ำ เผลอใจประดีก็จะขาด ต้องนวดสักพักใหญ่ ๆ ดันกำลังเหนียวข้างในออกมาให้สุด\น ฝ่ามือของเชิงหนานซิงยังอ่อนแรงพักจากบึ้ง นวดไปไกล ๆ ริมขมับก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อชั้นหนึ่ง\น เธอไม่หยุด

วันเวลาดันเธอมาถึงจุดนี้แล้ว ก้อนแป้งในมือก็คือทางรอดของเธอ หากแม้แต่ชามบะหมี่หนึ่งชามยังทำไม่ได้ คืนนี้เธอจริง ๆ ต้องอุ้มกระทะเหล็กไปนอนมุมถนนแล้ว\น ก้อนแป้งค่อย ๆ กลายเป็นผิวเนียนเรียบ\น เธอพับผ้าคลุมก้อนแป้งไว้ข้าง ๆ ให้พัก แล้วหยิบก้อนไขมันหมูออกมา ไขมันเกรดต่ำแห้งกรอบเกรียบ เทลงกระทะตรง ๆ เพียงจะเลี่ยนคนกิน ต้องผัดดันไขมันที่เหลืออยู่ข้างในออกมาให้หมดก่อน จึงจะมีคุณสมบัติเป็นเบื้องรองรสชาติของชามบะหมี่หนึ่งชามได้

เจ้าของร้านบะหมี่ร้านข้าง ๆ กำลังนวดแป้งอยู่ แอบเหลือบเห็นเธอยอกย้อนอยู่ริมเตา มุมปากก็ตวัดขึ้น\น "หนู ขายบะหมี่ไม่ใช่แค่ชงแป้งเป็นก็พอหรอก เอาของนิดหน่อยของเจ้านี่ กลัวจะไม่พอหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยซ้ำ"

เชิงหนานซิงเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยน "งั้นก็ขออาศัยคำอวยพรของเจ้าของร้าน พยายามให้ได้หล่อเลี้ยงตัวเองเป็นอันดับแรก"

เจ้าของร้านบะหมี่ถูกกั้นจนติดคอ ก้มหน้านวดแป้งต่อไป\น เชิงหนานซิงรีดก้อนแป้งที่พักไว้ออกเป็นแผ่น หั่นเป็นเส้นบะหมี่เส้นสม่ำเสมอ เธอใช้มีดคล่องแคล่ว เส้นบะหมี่ร่วงลงบนกระดาน ยาวสั้นเป็นระเบียบแนบเนียน แม้แต่ลูกค้าที่เดินผ่านร้านของป้าหวังยังแอบเหลือบมองอีกสองสามครั้ง\น ไอน้ำค่อย ๆ ลอยขึ้นจากกระทะ\น เธอวางเส้นที่รีดไว้ไว้ข้าง ๆ จัดกระทะเหล็กตั้งบนเตาใหม่อีกครั้ง ใต้กระทะถูกไฟลนร้อน เม็ดน้ำค้างเหลืออยู่ส่งเสียงแหว่งเบา ๆ เชิงหนานซิงหยิบก้อนไขมันหมูขึ้นมา แววตามองเปลวไฟที่สั่นไหว\น ช่วงเวลาที่น้ำเดือดพล่าน เธอตักน้ำที่ใช้หุงเส้นออก โปรยไขมันหมูลงไปในกระทะเหล็ก\น เสียงซ่าเบา ๆ หนึ่งครั้ง กลิ่นหอมชวนเหลือเชื่อที่หนักแน่นแตกออกทั้งแวบ\น เจ้าของร้านบะหมี่ที่กำลังนวดแป้งอยู่ตรงข้ามมือขยับหยุดชะงัก ก้อนแป้งหลุดมือตกลงไปบนพื้นเฉย ๆ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป