ร้านข้าวเล็กในฉางอาน อัครมหาเสนาบดีก็มากินข้าวทุกวัน

ตอนที่ 5 ครั้งแรกที่ได้ป้อนอาหารให้เขาจนอิ่ม

8 นาที· 1.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

“กินอะไรไม่ลงเลยเหรอ?” เชิงหนานซิงเงยหน้ามองป้าหวัง

ป้าหวังพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความน่าเศร้า

“บ้านริ้วตะวันออกนั่นไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะอาศัยได้หรอกลูก คนในบ้านเขามาซื้อของข้างนอกเป็นประจำ ของประเสริฐจากภูเขาและรสเลิศจากทะเลก็เคยซื้อมาแล้ว แต่สุดท้ายก็เอากลับส่งคืนไปเฉย ๆ ทั้งที่ไม่ได้แตะเลย ได้ยินมาว่าคุณชายเยี่ยนเป็นโรคแล้ว พอได้กลิ่นเนื้อสัตว์ทีก็อาเจียน จะจิบข้าวต้มสักคำยังยากเย็น”

นางเงยหน้ามองไปทางปากตรอก

“คนในบ้านเขาเรียกหมอมาดูแลไม่น้อย ทั้งหมอชื่อดังที่เดินทางมาจากต่างเมือง ยากินไปเกวียนแล้วเกวียนเล่า แต่คนกลับผอมลงเรื่อย ๆ จะเรียกว่าโรคประหลาดได้ไงล่ะ”

เชิงหนานซิงไม่รีบตอบ

นางนึกถึงท่วงท่าของคุณชายเยี่ยนตอนที่ยืนอยู่หน้าแผง เขาถูกกลิ่นหอมชวนให้ลำคอขยับกลืน แต่แววตากลับกดทับด้วยการต่อต้านที่ลึกล้ำ ราวกับเพียงชิมสักคำ ความทรมานที่ทนแทบไม่ไหวก็จะมาเยือน

ชาติก่อนตอนถ่ายทำสารคดีอาหาร นางเคยใกล้ชิดชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นโรคเบื่ออาหารเรื้อรัง

ต่อหน้าเขาวางอาหารจานโปรด แต่มือเขาสั่นจนถือตะเกียบไว้ไม่มั่น

ที่จริงไม่ใช่ว่าท้องรองรับอะไรไม่ได้ หากแต่ใจถูกบางเรื่องกดทับไว้หนักเกินไป อาหารถึงปากไปแล้ว รสที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความหอมหวาน หากคือความขยะแขยงกับความเหนื่อยล้าที่น่าสะทกสะท้าน

บางครั้งรสรู้ก็ถูกอารมณ์ล็อกไว้เสียเอง

แค่เกลี้ยกล่อแรง ๆ ไม่อาจเปิดกุญแจนั้นได้

คนบางคนไม่ใช่กินไม่ลง หากแต่ความอยากมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ถูกอารมณ์บางอย่างกดขี่ไว้

เชิงหนานซิงวางถ้วยกลับขึ้นชั้นไม้ แต่ใจกลับจดจำเรื่องนี้ไว้

นางไม่คิดว่าตัวเองรักษาโรคได้

แต่ผู้ชายคนนั้นมาหลายครั้งติดต่อกัน แปลว่าในใจเขาอาจยังเหลือเมล็ดพันธุ์ความอยากกินอยู่สักนิด ถ้าเปลวนั้นยังไม่ดับสนิท ก็ยังมีโอกาส

“ป้าหวังคะ พรุ่งนี้หนูจะเคี่ยวซุปรสจัดลดลงบ้าง แล้วเผื่อหม้อเล็กไว้หนึ่งหม้อเป็นซุปไก่ใส”

“เผื่อซุปใสไว้ทำไม?”

“บางทีอาจมีคนกินลงได้”

ป้าหวังไม่เข้าใจ แต่เห็นเชิงหนานซิงก้มหน้าคิดแผนไปแล้ว จึงไม่ได้ถามต่อ

วันที่สามที่ออกแผง คนในตรอกเยอะกว่าสองวันก่อน

บางคนอยากกินก๋วยเตี๋ยวน้ำไก่ต้นหอมน้ำมันจึงมาต่อแถวตั้งแต่เช้า บางคนเดินทางข้ามแขวงมาโดยเฉพาะ เพื่อลองรสชาติที่ขึ้นชื่อว่าเหนือคำบรรยาย ยังมีพนักงานโรงเตี๋ยมยืนอยู่ไกล ๆ แอบแอบเหลียวมองหม้อใบใหญ่

เชิงหนานซิงยังทำแค่ 15 ถ้วยเท่าเดิม

ตอนนี้ทุนน้อย เปิดตัวใหญ่ทีเดียวไม่ได้ ยึดรสชาติให้มั่นก่อน แล้วค่อย ๆ สะสมลูกค้า ได้มั่นคงกว่าการขยายแบบหวังรวยลัด

พอน้ำซุปไก่เดือด กลิ่นหอมลอยตรงไปถึงปากตรอก

ลุงหลี่วันนี้มาเชียร์เช้ามืด ได้ถ้วยแรกไปครอง รับถ้วยแล้วก็เริ่มโอ่กับคนอื่นทันที “เมื่อวานกินก๋วยเตี๋ยวนี่เสร็จ ขนของทั้งเช้ายังไม่เหนื่อยเลย ใครวันนี้ไม่ได้กิน อย่าหวังว่าจะแบ่งให้สักคำนะ”

มีคนหัวเราะด่าที่ขี้เหนียว แถวหน้าแผงก็ยังต่อกันเป็นระเบียบ

เชิงหนานซิงยุ่งจนเท้าไม่ถึงพื้น แต่หางตาก็ยังคอยสังเกตที่ปากตรอก

ใกล้เก็บแผง เงาคนนั้นก็ปรากฏตัวตามคาด

ยั่นเวยชื่อยืนอยู่ท้ายแถว วันนี้เขายังสวมชุดครามเรียบ ๆ เหมือนเมื่อวาน ใบหน้าซีดกว่าเดิม ใต้ตามีรอยมืดจาง ๆ

เชิงหนานซิงถอนสายตาแล้วหันไปทำก๋วยเตี๋ยวต่อ

พอคนข้างหน้าค่อย ๆ ถือถ้วยกลับไปจนหมด ที่หน้าแผงว่างลง ยั่นเวยชื่อจึงก้าวเดินอย่างช้า ๆ เข้ามา

เขายืนหน้าแปลนไม้ สายตาจดจ่ออยู่ที่น้ำซุปในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน สีหน้าล้าไปนิด ๆ

เชิงหนานซิงเช็ดมือแล้วยิ้มให้เขา

“ลูกค้าอยากทานก๋วยเตี๋ยวไหมคะ?”

ยั่นเวยชื่อมองเธอ เหมือนไม่คิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายพูดก่อน

พออยู่ใกล้ เชิงหนานซิงจึงเห็นชัดว่าดวงตาของเขาดำมืดราวกับค่ำคืนที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ในดวงตานั้นไม่มีความตื่นเต้นแบบคนเห็นอาหารอร่อย หากกดทับด้วยการระงับใจที่แทบจะเรียกว่าความเหนื่อยล้า

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงต่ำและแหบพร่า

“กินไม่ได้”

คำนั้นพูดออกมาอย่างสงบ ราวกับถูกพูดซ้ำมานับไม่ถ้วนแล้ว

คนข้าง ๆ ได้ยินเข้า ตาส่ายมามองอย่างสงสัย ป้าหวังนึกถึงโรคของเขา เกรงจะมีคนปากเสีย จึงรีบโบกมือไล่ลูกค้าออกไป

แต่เชิงหนานซิงไม่ถามหาเหตุผล

“งั้นหนูทำให้สักถ้วยที่ไม่เหมือนใครก็แล้วกัน” เธอชี้ไปที่หม้อ “ไม่เอาเงิน ท่านชิมแค่คำเดียวก็พอ”

ยั่นเวยชื่อมองเธอ

หญิงสาวใบหน้ายังซีดจากการป่วย แต่แววตาสว่างสะอาด เธอไม่เร่งรัด ไม่วางท่าว่ากำลังให้ทาน ราวกับแค่รู้สึกว่าเขาสมควรลองชิมก๋วยเตี๋ยวถ้วยนี้เท่านั้น

คิ้วของยั่นเวยชื่อขยับเล็กน้อย

“ถ้ากินไม่ลง จะเสียของเปล่า”

“ก๋วยเตี๋ยวทานไม่ได้ก็เลี่ยง แต่ซุปสักคำยังไหว” เสียงเธอเรียบง่ายตามปกติ “ถ้ายังไม่สบาย วางลงก็แล้วกัน ไม่ต้องฝืน”

พูดจบ เธอไม่รอให้เขาตอบรับ ก็หันกลับไปที่เตาไฟ

เส้นก๋วยเตี๋ยวที่เตรียมไว้วันนี้ยังเหลืออยู่บ้าง

เชิงหนานซิงหยิบก้อนแป้งก้อนใหม่ขึ้นมา รีดให้บางริบหรี่ ใบมีดตกลงทีละครั้ง เส้นเล็ก ๆ ทีละเส้นบางยิ่งกว่าเส้นธรรมดาหลายเท่า เกือบจะเหมือนเส้นไหมสีขาวที่ปั่นออกมา

แป้งหยาบจะทำเป็นเส้นบางขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

ก้อนแป้งต้องนวดนานพอ ตอนรีดก็ต้องสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นลงน้ำปุ๊บก็ขาด เธอวางฝ่ามือกดไม้รีด ท่าทีไม่รีบร้อน แผ่นแป้งบาง ๆ ค่อย ๆ กางออกบนเขียง

ยั่นเวยชื่อยืนอยู่ตรงนั้น มองเธออยู่ยุ่ง

คนตลาดส่วนใหญ่กลัวเขา บ้างก็อยากเข้าใกล้เพื่อแสวงหาประโยชน์ คนที่ได้ยินเขาพูดว่า “กินไม่ได้” แล้วไม่แสดงความเวทนาหรือความอยากรู้อยากเห็นแบบเธอ หาได้ยาก

เธอเพียงมองเขาเป็นลูกค้าคนหนึ่งที่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น

พอน้ำเดือด เชิงหนานซิงจึงใส่เส้นบางลงไป

เส้นบางมาก ต้มไม่นานนัก เธอนับเวลาแล้วตักขึ้น ใส่ลงถ้วยเครื่องเคลือดินเผาใบสะอาด แล้วตักซุปไก่ใสจากหม้อเล็กข้าง ๆ หนึ่งทัพพี

ซุปหม้อนี้ไม่ใส่เครื่องเทศรสจัด หยิบเอาแต่ชั้นบนสุดที่ใสที่สุด

เธอใส่เกลือเพียงเล็กน้อย แล้วปิดท้ายด้วยน้ำมันงาหยดหยด ผิวซุปใสสะอาด เส้นบางลอยอยู่ในถ้วยเบา ๆ ราวกับเส้นไหมจมอยู่ใต้น้ำ

“เสร็จแล้วค่ะ”

เชิงหนานซิงวางถ้วยลงตรงหน้าเขา

ยั่นเวยชื่อก้มตามองถ้วยนั้น

ไม่มีกลิ่นหอมรุนแรงจนหายใจไม่ทัน ไม่มีน้ำราดที่มันเงาสาดกระเซ็น ไออุ่นบาง ๆ ลอยขึ้นมา มีแค่รสเลิศสะอาดของซุปไก่ผสมกับกลิ่นงาอ่อน ๆ อ่อนโยน

กลิ่นนั้นเบามาก

เบาจนไม่บังคับใคร

มือของเขาหยุดค้างอยู่ข้างถ้วยนาน จึงรับตะเกียบ

เชิงหนานซิงไม่จ้องเขา แค่ก้มหน้าเก็บกวาดแป้งบนเขียง ป้าหวังยืนอยู่ในร้าน อยากเดินมาดูหลายรอบ แต่กลัวรบกวน ได้แต่แอบแอบเหลียวมาทางนี้

ยั่นเวยชื่อยกถ้วยขึ้นก่อน นำมาใกล้ริมฝีปาก

ไอระอุ่นแตะแก้ม นิ้วของเขากระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย

สองปีมานี้ เขาเห็นอาหารมามากมาย

โต๊ะเลี้ยงที่หมอพระครัวปรุง ยาอาหารที่หมอชื่อดังสั่ง เห็ดหรยาจากป่าลึก กระทั่งมีคนว่าเขาถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง หอกลั่นอาหารแปลก ๆ ตามสูตรชาวบ้านมาให้ไม่ซ้ำหน้า

แต่ทุกครั้งที่อะไรถูกส่งตรงหน้าเขา มันจะทำให้เขาขยะแขยง

ความขยะแขยงนั้นดูดออกมาจากในกระดูก บังคับให้เขาผลักอาหารทุกชนิดออกไป

แต่เมื่อคำซุปนี้ผ่านเข้าปาก ความพล่านที่เขาคิดว่าจะเกิดกลับไม่มา

ซุปไก่รสจืดไหลลงคออย่างนุ่มนวล ความอบอุ่นค่อย ๆ เดินทางช้า ๆ แต่จริงแท้ ลงไปกองในท้องที่ว่างเปล่า

มือที่ถือถ้วยของยั่นเวยชื่อหยุดค้าง

เขาก้มมองเส้นบาง ๆ ในถ้วย ก้นตาดำมืดในที่สุดก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย

เชิงหนานซิงได้ยินเสียงหายใจเบามากเสียงหนึ่ง

พอเงยหน้าขึ้นอีกที ยั่นเวยชื่อก็ปั๊บตะเกียบคำแรกขึ้นแล้ว

เขากินช้ามาก

แต่ละคำเหมือนกำลังยืนยันว่าร่างกายจะต่อต้านหรือไม่ พอกินถึงคำที่สาม บ่าและหลังที่ตึงเครียดก็คลายลงบ้าง ตะเกียบไม่หยุดอีกเลย

ซุปใสเส้นบาง ลิ้นสัมผัสนุ่มลื่น

รสเลิศที่เคี่ยวจากซุปไก่ซึมเข้าเส้นบาง ไม่เข้มจัด ไม่จืดจนเหลือเกิน น้ำมันงานิดเดียวพยุงกลิ่นหอมขึ้นมา ชวนให้อยากซดซุปเพิ่มอีกคำ อยากหยิบเส้นเพิ่มอีกคำ

ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถ้วยไม่มาก

แต่ยั่นเวยชื่อกินอยู่นาน

ป้าหวังมองจนลืมกดเครื่องคิดเลข ปากอ้าค้างอยู่อย่างนั้น นางเคยเห็นคนรับใช้ตระกูลเยี่ยนมาซื้อของ และเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณชายเยี่ยนมานับไม่ถ้วน

ในข่าวลือนั้น เขาแม้แต่น้ำข้าวสักคำก็กลืนไม่ลง

แต่คนตรงหน้านี้ กินก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถ้วยหมดอย่างเงียบ ๆ

เส้นบางเส้นสุดท้ายผ่านเข้าปาก ยั่นเวยชื่อยกถ้วยขึ้น ซดซุปที่เหลือหมดในคำเดียว

ถ้วยถูกวางกลับลงบนแปลนไม้อย่างเบามือ

สะอาดเอี่ยม

เชิงหนานซิงมองเขา ใจก็โล่งขึ้นบ้าง เธอรู้ว่าถ้วยนี้ไม่ได้รักษาโรคอะไรได้ แต่อย่างน้อยมันพิสูจน์แล้วว่า รสรู้ของเขายังไม่ตายสนิท

“ยังไม่สบายอยู่ไหมคะ?” เธอถาม

ยั่นเวยชื่อเงยตามองเธอ

เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ตอบรับเบา ๆ เพียงคำเดียว “ไม่สบาย”

นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปี ที่เขากินอะไรได้ทั้งถ้วยเต็ม

เขาหยิบก้อนเงินออกมาจากแขนเสื้อ วางไว้บนแผง เชิงหนานซิงเห็นน้ำหนักก้อนเงินนั้นแล้ว รีบเอ่ยทันที “ลูกค้าคะ ก๋วยเตี๋ยวถ้วยนี้บอกแล้วว่าไม่เอาเงิน”

แต่ยั่นเวยชื่อเดินจากไปท่ามกลางฝูงชนเสียแล้ว

เชิงหนานซิงยื่นมือออกไปอยากเรียกเอาไว้ แต่ได้แต่เห็นเงาผอมสูงนั้นหายไปกับปากตรอก

ก้นถ้วยเหลือซุปใส ๆ นิดหนึ่ง ถูกซดจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว แม้แต่ผนังถ้วยยังสะอาดเอี่ยม

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป