เจียงสี่จูเลิกงานตอนห้าโมงครึ่งเย็น
กลับถึงบ้านยังไม่ถึงหกโมง เธอเดินวนอยู่ในครัวรอบหนึ่ง หยิบมันฝรั่งมาล้าง แล้วคิดอีกทีก็วางกลับลงบนเขียง
เผื่อเฉินชิงซานจะซื้อข้าวกลับมากิน
หรือไม่ก็เขาอาจจะเชือดไก่ตัวผู้ในลานบ้านที่ร้องเจี๊ยก ๆ ทั้งวัน แถมยังขี้ไก่เรี่ยราดไปทั่วก็ได้
เธอจึงรีบเดินออกจากครัวทันที
เธอยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งพิงธรณีประตูเรือนใหญ่ หยิบสมุดวาดรูปขึ้นมา เริ่มวาดคดีสุดคลาสสิกที่ได้ยินมาจากสถานีตำรวจวันนี้
จนฟ้าเริ่มมืดลงเล็กน้อย เธอจึงเงยหน้าจากสมุด มองนาฬิกาแขวนด้านหลัง ใกล้จะเจ็ดโมงแล้ว
ท้องร้องจ๊อก ๆ จนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกับไก่ตัวผู้ในลานบ้าน
“น้องเจียง!”
เสียงชายห้าวดังมาจากหน้าประตู ดูเหมือนจะเป็นจ้าวหู่ ผู้นำทางการเมืองของกองร้อยเฉินชิงซาน เจียงสี่จูวางสมุดลงแล้วลุกขึ้น
เธอเห็นจ้าวหู่ถือกล่องข้าวสามกล่องยืนอยู่ตรงประตูรั้วบ้าน
“พี่จ้าว ชิงซานมีธุระอะไรหรือคะ”
เธอเดินไปที่ประตู
จ้าวหู่ยื่นกล่องข้าวสองกล่องในมือให้เธอ
“ชิงซานไปลงชนบท เขาฝากพี่เอากล่องข้าวมาให้ บอกให้เธอกินรองท้องไปก่อนสองสามคำ รอเขากลับมาแล้วค่อยทำกับข้าว
“อีกเรื่องนะ จางจี้ที่เคยใส่ร้ายเธอกับชิงซานน่ะ ชื่อจริงคือหวังสือโถว ตอนนี้ถูกสถานีตำรวจท้องถิ่นจับตัวไว้แล้ว เหลือแค่รอฝ่ายป้องกันของเขตทหารเราไปคุมตัวกลับมา ก็จะส่งโจวเซี่ยงเฉียนขึ้นศาลทหารได้แล้ว”
จ้าวหู่คิดมาตลอดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือหลิวเหวินฮั่น
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นผู้บังคับกรมโจว
ถ้าพูดถึงการรบ ผู้บังคับกรมโจวก็ขึ้นชื่อเรื่องสู้สุดชีวิต คนใต้บังคับบัญชาล้วนเคารพนับถือเขา แต่ไม่คิดว่าเขาจะมาตกม้าตายเพราะเรื่องแบบนี้
จะบอกว่าไม่เสียดายก็คงโกหก แต่พอคิดถึงสิ่งที่เขาทำลงไป ก็รู้สึกว่าเขาสมควรแล้ว
