รุ่งเช้าวันถัดมา
รถไฟขบวนเค39 ฝ่าหมอกยามเช้าอันหนาทึบ มาถึงสถานีรถไฟเมืองจิงท่ามกลางเสียงครืนครั่น
เจียงสี่จูสวมเสื้อบุนวมตัวยาวสีดำ พันผ้าพันคอสีแดงไว้บนศีรษะ สวมถุงมือสีแดง แล้วเข็นเก้าอี้เข็นของคุณปู่ตามหลังทหารยามที่หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง
พ่อของเธอถือถุงกระสอบหนังงูสองใบอยู่ข้าง ๆ มองไปรอบด้านอย่างตื่นตาตื่นใจ
ตู้ตู้นอนชั้นดีมีทางออกแยกต่างหาก ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้โดยสารทั่วไป อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่มาช่วยขนสัมภาระให้ด้วย
เพียงแต่พ่อของเธอเกรงใจ ไม่ยอมให้คนอื่นใช้รถเข็นช่วยขนของ ยืนกรานจะถือออกมาเอง
พอออกจากสถานีมาได้ไม่ไกล ก็เห็นชายชราคนหนึ่งในเสื้อคลุมทหารยาวข้างรถจี๊ป ลุกขึ้นจากเก้าอี้เข็นอย่างโซเซ ก่อนจะใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินกะเผลกมาทางนี้อย่างร้อนใจ
คนที่ประคองเขาอยู่คือเด็กสาวในเสื้อโค้ตสีกากี กับชายหนุ่มในเสื้อคลุมทหารยาวอีกคน
“เหล่าจาง!”
ชายชราร้องเรียกพลางเดินมา
เจียงสี่จูเห็นคุณปู่ก็เอนตัวอยากเข้าไปหา จึงเข็นรถเร็วขึ้นกว่าเดิม
พอชายชราทั้งสองพบหน้ากัน ก็โผเข้ากอดร้องไห้โฮ!
หลู่เนี่ยนเจินมองจนตาค้าง เดิมทีคิดว่าพี่เสี่ยวฟู่หน้าตาดีมากแล้ว ไม่คิดว่าฉบับผู้หญิงจะสวยกว่าเสียอีก
สวรรค์เอ๋ย
เหมือนหลุดออกมาจากปฏิทินเลย สวยสง่าชวนมองแบบนี้สินะ แถมยังสูงมาก สูงกว่าเธอเกือบครึ่งศีรษะ
ถ้าพี่ชายคนที่สามของเธอได้เห็นเจียงสี่จูคนนี้ คงต้องเสียใจที่ไม่ได้มารับแน่ ๆ
ระหว่างที่ชายชราทั้งสองกอดคอร้องไห้และทักทายกัน
