เฉินมู่เห็นเขาเดินเข้ามา ก็พอเดาได้ว่าคงเกี่ยวข้องกับท่านผู้เฒ่าตระกูลเจียงอีกแล้ว เพียงแต่หลู่หมิงเอินยังไม่เอ่ยปาก เขาจึงไม่ได้ถามขึ้นก่อน
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องพูดเองอยู่แล้ว
เขาสั่งให้คนยกชามาให้ ทั้งสองคนทักทายกันไม่กี่คำ ท่านผู้เฒ่าหลู่เห็นเครื่องมือกับไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งท่านผู้นำยังไม่ได้สั่งให้คนเก็บไป ก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเร่งให้เขาพูดธุระเสียที จึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“คนตระกูลเจียงขึ้นรถไฟมาแล้ว เป็นลูกชายของเจียงจินเชิงกับหลานสาวชื่อเจียงสี่จู ทั้งสามคนเดินทางมาด้วยกัน พอพวกเขามาถึง ทางผมจะส่งคนไปรับดีไหมครับ?”
เขาไม่กล้าถามตรง ๆ ว่าตระกูลเฉินจะส่งคนไปรับหรือไม่ หนึ่งคือกลัวท่านผู้นำจะคิดว่าเขาล่วงเกิน
สองคือกลัวท่านผู้นำจะตอบตกลงทันทีว่าจะไปเอง
ถ้าท่านผู้นำไปรับคน เขาก็หมดโอกาสไปรับแล้ว
ที่บ้านปูเตียงไว้เรียบร้อย ห้องก็จัดเตรียมไว้แล้ว เหลือแค่รอคนมาถึง
แต่ถึงอย่างไรเฉินเต๋อซ่านก็ช่วยจัดหาแพทย์ที่ดีที่สุด ทั้งยังช่วยจัดคิวผ่าตัดให้เจียงจินเชิงก่อนปีใหม่ ตอนนี้คนกำลังจะมาถึงแล้ว อย่างไรก็ควรถามท่าทีของตระกูลเฉินให้ชัดเจน
เฉินมู่จิบชาแล้ววางถ้วยลง ก่อนเอ่ยว่า “ห้องพักผู้ป่วยกับแพทย์ของเจียงจินเชิงจัดให้ตามระเบียบของข้าราชการทหารที่ปลดประจำการ ส่วนการรับส่งก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนด เรื่องพวกนี้คุณจัดการเองได้เลย”
เฉินมู่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หลู่หมิงเอินคนนี้จู่ ๆ มาถามเรื่องพวกนี้กับเขาทำไม
เรื่องพวกนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบอยู่แล้ว
เสียเวลาแกะสลักไม้ของเขาจริง ๆ
รูปแกะสลักไม้ร้อยบุตรส่งพรชิ้นนี้ต้องแกะให้เสร็จก่อนวันสิ้นปี ถึงตอนนั้นจะให้ซินแสทำพิธีปลุกเสก ปีหน้าไม่แน่ชิงเหออาจทำให้เขาได้อุ้มเหลนชายตัวอ้วนจ้ำม่ำก็ได้
