ตอนแม่เจียงได้ยินคำว่าหกพันหยวน
ก็อุทานเรียกสวรรค์ติดกันหลายครั้ง
“หกพันหยวนเชียวนะ! พอให้พ่อเธอทำนาไปอีกสองสามร้อยปีเลย แม่สามีเธอเจอกันครั้งแรกก็ให้เงินเธอหกพันหยวนเลยเหรอ!”
เจียงสี่จูพยักหน้า แล้วพูดต่อท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากเชื่อของแม่
“หนูช่วยผู้อำนวยการของสหพันธ์สตรีทำหนังสือประชาสัมพันธ์เผยแพร่กฎหมาย ผู้อำนวยการบอกว่าหนูมีพรสวรรค์ด้านวาดภาพ ยังตั้งใจหาครูวาดภาพเก่ง ๆ มาสอนหนูเป็นพิเศษด้วย ตอนนี้หนูวาดรูปได้เงินค่าตอบแทนเนื้อหาที่เขียนไม่น้อยเลยนะ
แม่จ๋า ตอนนี้ในสมุดบัญชีของหนูมีเงินมากกว่าหนึ่งหมื่นหยวนแล้ว เงินห้าร้อยหยวนนี้แม่เก็บไว้ซื้อของบำรุงร่างกายให้พี่สะใภ้เถอะ หนูเห็นพี่สะใภ้ผอมลงไปเยอะ สีหน้าก็ไม่ค่อยดี เพิ่งคลอดลูกมา อย่าปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมนะ”
แม่เจียงฟังตัวเลขราวกับเรื่องเหลือเชื่อพวกนี้แล้วรู้สึกเวียนหัวตาลาย
จูจูบ้านนางจะเก่งกาจขึ้นมากะทันหันได้อย่างไรกัน
“ที่บ้านมีเงิน เงินที่เธอส่งกลับมาก่อนหน้านี้ พ่อเธอเก็บไว้หมดแล้ว ปีนี้ผลผลิตจากที่ดินส่วนตัวของบ้านเราก็ดี ข้าวสารอย่างดีได้ตั้งเจ็ดสิบเก้าชั่ง ส่วนข้าวจากกองผลิต พอส่งภาษีข้าวแล้ว บ้านเราก็ได้แบ่งมาสามร้อยกว่าชั่ง
พี่ชายกับพี่สะใภ้ก็มีเงินเดือน พี่ชายคนรองของเธอตอนนี้ก็ส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน เงินของเธอไม่ต้องเอามาให้ทางบ้านหรอก เดี๋ยวครอบครัวสามีรู้เข้าแล้วจะไม่พอใจ...”
แม่เจียงพร่ำสอนลูกสาวไม่หยุด เรื่องเป็นสะใภ้ต้องระวัง อย่าเอาเงินไปช่วยทางบ้านฝ่ายตัวเองมากเกินไป
ตอนกำลังเลาะเสื้อบุนวม นางเผลอใจลอยไปชั่วครู่ จนตัดแขนเสื้อของลูกสาวขาดไปทั้งข้าง
“ตายแล้ว เสื้อของเธอ...”
เป็นเพราะไม่เคยได้ยินว่ามีใครมีเงินมากขนาดนี้ หกพันหยวนเชียวนะ มากกว่าหนึ่งหมื่นหยวนด้วย! ทั้งชีวิตนี้นางไม่เคยได้ยินว่ามีใครมีเงินถึงหกพันหยวนเลย!
ต่อให้เป็นเศรษฐีใหญ่ของหมู่บ้านพวกนาง เมื่อก่อนตอนถูกยึดทรัพย์ ก็ยังยึดเงินออกมาไม่ได้มากขนาดนี้ ตอนนี้นางตกใจจนสมองกับมือทำงานไม่ประสานกันแล้ว
แต่ก็ยังฝืนทำท่าสงบนิ่ง
ยังดีที่ตอนจูจูแต่งงาน ทั้งสองครอบครัวไม่ได้เจอกัน ไม่อย่างนั้นคงขายหน้าตาย บ้านพวกนางถือว่าฐานะดีในหมู่บ้านละแวกนี้แล้ว
