พอออกจากบ้านมา เจียงเป่ากัวก็เอามือทั้งสองข้างสอดไว้ในแขนเสื้อ พูดอย่างหงุดหงิด
“ลากฉันออกมาทำไม! ค่าน้ำมันรถเถี่ยวหนิวที่วิ่งรับส่งไปกลับตอนลงชนบทน่ะ รอแม่จูจูกลับมาแล้วฉันจะชดใช้ให้เอง อย่ามายุ่งเรื่องบ้านเรา ถ้าไม่ใช่เพราะนายยุยงต้าฝู่ ทหารยามคนนั้นจะมาตามตื๊อพวกเราหรือไง!”
เมิ่งโหย่วจื้อมองเขาด้วยสายตารำคาญ
อยากด่าว่าเขาสมองทึบ แต่คิดว่าช่วงนี้อีกฝ่ายเจอเรื่องไม่ราบรื่นจริง ๆ จึงอดกลั้นไว้ แล้วพูดดี ๆ
“ฉันบอกนายไว้เลยนะ มีผลประโยชน์อยู่ตรงหน้าแต่นายไม่ยอมคว้าไว้ พอท่านผู้เฒ่าจากไป ผลประโยชน์พวกนี้ก็หายไปด้วย เรื่องวีรบุรุษเสียสละอะไรนั่นมันก็แค่คำพูดลอย ๆ คนเราต้องมองความจริงบ้าง
ถึงท่านผู้เฒ่าบ้านนายจะไม่ไปเมืองหลวงรักษา อย่างน้อยเราก็ต้องทำให้ท่านผู้เฒ่าหลู่รู้ว่า ตอนท่านผู้เฒ่าบ้านเรากำลังจะจากไป ยังต้องทนทุกข์แทนเขาอยู่
ต่อไปเขาก็ต้องให้ผลประโยชน์กับเสี่ยวฟู่บ้าง ตอนนี้เสี่ยวฟู่เป็นทหารอยู่ในกองทัพ ถ้ามีคนช่วยดึงสักหน่อย ก็ได้ผลเป็นเท่าตัว!”
เจียงเป่ากัวรู้ว่าที่พี่เขยพูดนั้นถูกต้อง
แต่เขาแค่สงสารพ่อ อยากให้พ่อจากไปอย่างสบายใจ
เมิ่งโหย่วจื้อพูดไปพลางหันมาเห็นน้องเขยเช็ดน้ำตาอีกแล้ว ก็หงุดหงิดจนเตะเขาไปหลายที
“เลิกร้องไห้ได้ไหม นายเป็นเลขาพรรคประจำหมู่บ้าน อย่างน้อยก็เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง อายุห้าสิบแล้ว ทำไมยิ่งโตก็ยิ่งร้องไห้เก่งกว่าตอนวัยรุ่นอีก อย่าทำให้ฉันอับอายได้ไหม เห็นนายร้องไห้ทีไรฉันก็ปวดหัวทุกที น้องสาวฉันไปไหนล่ะ!”
ทุกครั้งที่เห็นผู้ชายวัยห้าสิบกว่า ตัวดำคล้ำ ร่างใหญ่บึกบึน พอร้องไห้ก็น้ำมูกไหลย้อย เมิ่งโหย่วจื้อทนดูไม่ไหวจริง ๆ
เขาไม่เข้าใจเลยว่าตอนนั้นน้องสาวชอบผู้ชายคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นได้อย่างไร
อย่างน้อยหน้าตาก็ยังดูดีอยู่
ส่วนเรื่องนิสัย ข้อดีข้อเดียวที่พอจะนับได้ก็คือ ถึงเจ้าตัวจะโง่ แต่ก็รับฟังคำแนะนำของคนอื่น ทั้งยังมีเรี่ยวแรง ทำงานไร่นาเก่ง
นอกเหนือจากนั้นก็แทบมองไม่เห็นข้อดีสักอย่าง
เมิ่งโหย่วจื้อคิดว่าด้วยสติปัญญาของหลานสาวตอนนี้ ต้องพาท่านผู้เฒ่าไปได้แน่ จึงบอกให้น้องสาวรีบเตรียมข้าวของสำหรับเข้ากรุง ถึงเวลาจะได้ออกเดินทางกันทันที
