สภาพบนรถไฟวุ่นวายยิ่งกว่าที่เจียงสี่จูจินตนาการไว้เสียอีก
กลิ่นเท้าเหม็น กลิ่นเหงื่อเปรี้ยว กลิ่นผักดอง... กลิ่นทุกอย่างปะปนกันจนเธอแสบจมูก น้ำมูกไหลไม่หยุด
เธอขึ้นรถตอนบ่ายสอง
ตั้งแต่ขึ้นรถจนเบียดไปถึงที่นั่งของตัวเองก็ใช้เวลานานมาก
ตลอดทางไม่ว่าจะตรงไหน คนกับสัมภาระก็แน่นขนัด ทั้งคนนั่ง คนยืน คนนอน แค่จะขยับเท้ายังยาก
ที่นั่งของเธออยู่ริมหน้าต่าง
พอตกเย็น ชายร่างสูงใหญ่ไว้หนวดเครารุงรังก็เดินมานั่งข้างเธอ คอยเหลือบมองเธอเป็นระยะ
มองจนเธอขนลุก
ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดสนิท
ตอนกลางคืน ตู้รถไฟเงียบกว่าตอนกลางวันอยู่บ้าง ผู้โดยสารหลายคนหลับไปแล้ว แต่ก็ยังมีเสียงพูดคุยอื้ออึงไม่ขาด
ตอนนี้เจียงสี่จูกำลังแทะหมั่นโถวข้าวโพด นี่เป็นเสบียงแห้งที่เธอตั้งใจพกมาเพื่อให้ตัวเองดูยากจน
ตั้งแต่ชายหนวดเครามานั่งข้างเธอ
เขาลุกออกไปหลายสิบครั้งแล้วก็กลับมาอีกหลายสิบครั้ง ในที่สุดพี่ชายหนวดเคราก็ลากกระสอบป่านที่อยู่ข้างเท้าเธอไปต่อหน้าต่อตา
เจียงสี่จู: ........
อย่างน้อยก็รอให้เธอหลับก่อนค่อยค้นของสิ หมั่นโถวข้าวโพดของเธอยังกินไม่หมดเลย จะค้นกันต่อหน้าแบบนี้จริง ๆ เหรอ
เธอสบตากับชายหนวดเครา เห็นแววตาข่มขู่ของเขา ทั้งยังเห็นมีดสั้นที่โผล่ออกมาจากแขนเสื้อครึ่งหนึ่ง
หน้าต่างรถไฟในยุคนี้เปิดได้ แถมรถก็วิ่งช้ามาก
ถ้าพี่ชายคนนั้นแทงเธอตายแล้วกระโดดออกไป ด้วยความแน่นขนัดในตู้รถไฟขนาดนี้ กว่าตำรวจรถไฟจะมาถึง เธอก็คงตายสนิทไปแล้ว
ที่สำคัญ มีดสั้นของพี่ชายคนนั้นไม่มีปลอก แล้วยัดไว้ในแขนเสื้อแบบนี้... มันสมเหตุสมผลตรงไหน
เธอมองครอบครัวสามคนฝั่งตรงข้าม ทุกคนต่างนั่งตัวหดเหมือนนกกระทา
ตอนเจียงสี่จูกำลังจะส่งเสียง พี่สาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ส่ายหน้าให้เธอ
พี่ชายคนนั้นเองก็หลับตาปี๋ ริ้วรอยรอบดวงตาย่นจนเห็นชัด กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่าแกล้งหลับอยู่
เธอเดินทางมาคนเดียว ย่อมต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้
ยังไงเธอก็เตรียมรับมือไว้ก่อนแล้ว
สังเกตการณ์ไปก่อนแล้วกัน
ของในกระสอบนี้เธอพกติดตัวไว้ เพราะกลัวว่าพัสดุจะมาถึงบ้านช้ากว่าเธอ แล้วเธอจะไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน
