ตอนก่อสร้างหออุ่นหยก ได้ออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ด้านหนึ่งของโถงหลักเป็นผนังกระจกบานใหญ่เต็มพื้นที่
หากเป็นคืนเดือนหงาย แสงจันทร์จะสาดเข้ามาในห้อง ทอดเงาสว่างนวลลงบนพื้น ให้บรรยากาศโรแมนติกโปร่งสบายอยู่ไม่น้อย
ซ่งเยี่ยนถิงเป็นคนคิดมาก แต่กับเพื่อนฝูง เขาดูแลอย่างดีไม่มีที่ติ
ในฐานะเจ้าภาพ เขาดูแลแขกทุกคนเป็นอย่างดี
พี่ชายคนรองของเซี่ยเฉิงสุ่ย เซี่ยจี้ชิง เป็นศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีที่มีชื่อเสียง คราวนี้เขาพาภรรยากับลูกสาวมาด้วย ปกติไม่ค่อยดื่มสุรา แต่ชอบชา ซ่งเยี่ยนถิงจึงให้คนเตรียมชาชั้นดีไว้หลายชนิด ทั้งยังจัดเตรียมของเล่นให้เด็กน้อยเป็นพิเศษ
เหล่าคุณชายมารวมตัวกัน ก็แค่ดื่มเหล้ากันสักหน่อย พูดคุยเรื่อยเปื่อยไม่กี่คำ
พวกเขาแทบไม่พูดเรื่องงาน เรื่องที่คุยกันมากที่สุดก็เป็นการถามไถ่เรื่องความรักของกันและกัน
ซ่งฉีอวี้ น้องชายของซ่งเยี่ยนถิง ปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดแล้ว ถึงวัยที่ถูกคนในบ้านเร่งให้แต่งงาน แต่เขายังไม่อยากลงหลักปักฐาน อยากสนุกต่ออีกสักหลายปี
“พวกคุณไม่รู้หรอกว่าคุณย่าของบ้านผมบ่นเก่งแค่ไหน เร่งผมทุกวันจนปวดหัวไปหมด”
เขาเอียงศีรษะจุดบุหรี่ แล้วบ่นว่า “พี่ชายผมยังไม่แต่งงานเลยแท้ ๆ แต่กลับมาเร่งผมเสียได้”
ซ่งเยี่ยนถิงผู้เป็นพี่ชายเพียงยิ้มน้อย ๆ
ซ่งฉีอวี้พูดหยอกต่อ “พี่ ผมรับกระสุนแทนพี่อยู่นะ บุญคุณนี้พี่ต้องตอบแทนด้วย”
ซ่งเยี่ยนถิงยังไม่ทันพูด เซี่ยเฉิงสุ่ยก็เอ่ยขึ้นก่อน “คิดว่าเขาไม่อยากแต่งหรือไง คนหัวโบราณในตระกูลซ่งก็ไม่เห็นด้วยนี่นา เขาเลยได้แต่...”
เซี่ยเฉิงสุ่ยพูดไม่จบ
วันนี้เขาดื่มไปหลายแก้ว สมองเลยเริ่มมึนงง
ซ่งฉีอวี้ก้มหน้าสูบบุหรี่ ไม่พูดอะไรอีก
ทุกคนในที่นี้รู้ดีว่าตระกูลซ่งให้ความสำคัญกับชาติตระกูล ส่วนเวินซู่อี้ แฟนสาวของซ่งเยี่ยนถิง มาจากครอบครัวธรรมดา แถมยัง...
เพราะแรงขัดขวางจากตระกูล ทั้งสองจึงยืดเยื้อกันมาจนถึงตอนนี้ เกือบหกปีแล้ว
นี่เป็นหนามตำใจซ่งเยี่ยนถิง
