เชิ่นจิงหนี่สวมชุดเดรสตัวสั้นกำมะหยี่สีแดง ทับด้วยโค้ตผ้าวูลสีเดียวกัน กลมกลืนไปกับบรรยากาศเทศกาลอย่างเป็นธรรมชาติ
เธอสวมสีแดงได้อย่างงดงาม ทั้งสดใสเจิดจ้าและโดดเด่น แต่ก็ยังแฝงความน่ารักไว้ ยามยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ จนผู้คนและสิ่งของรอบกายพลันหม่นสีลงไปถนัดตา
พอเห็นจ้าวจงหลานเดินมา เธอก็ยืนนิ่งอยู่กับที่
เขาสูงโปร่ง ขายาว เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินมาถึงตรงหน้าเธอ
“ทำไมไม่ปลุกฉันล่ะ?”
เธอส่งสายตาค้อนเขาอย่างงอน ๆ “ฉันงัวเงียจนแทบไม่รู้เรื่องแล้ว”
จ้าวจงหลานเห็นว่าเธอสวมเสื้อผ้าบางเกินไป แถมยังไม่พันผ้าพันคอ ลำคอขาวผ่องเผยอยู่ท่ามกลางอากาศหนาว พอลมพัดมา เธอก็หดคอแล้วขยับเข้ามาใกล้เขาอีกนิด
“หนาวหรือ?” จ้าวจงหลานกุมมือเธอไว้
เย็นจริง ๆ ด้วย
เขาขมวดคิ้ว สั่งให้คนไปเอาเสื้อขนเป็ดกันหนาวมาให้เธอ
“ไม่หนาว ฉันไม่ใส่เสื้อขนเป็ดหรอก”
วันนี้เธออยากถ่ายรูปสวย ๆ ถึงได้ตั้งใจแต่งตัวแบบนี้
นางฟ้าทนหนาวได้อยู่แล้ว
จ้าวจงหลานไม่รู้ความคิดเล็ก ๆ ของเธอ และไม่คิดจะถาม เขารู้แค่ว่าเธอเป็นคนขี้โรค จึงไม่ตามใจ
“ถ้าไม่ใส่เสื้อขนเป็ด ก็ใส่เสื้อคลุมของผม”
เสื้อคลุมของเขาน่ะหรือ?
เชิ่นจิงหนี่ส่ายหน้าปฏิเสธ
เสื้อโค้ตของเขาทั้งยาวทั้งกว้าง ใส่บนตัวเขาแล้วดูดี แต่ถ้าเอามาคลุมตัวเธอ...ภาพลักษณ์นางฟ้าของเธอคงเสียหมด
สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ให้กับนายทุน จำใจยอมว่า “งั้นใส่เสื้อขนเป็ดก็ได้”
แต่เชิ่นจิงหนี่ก็ไม่อยากปล่อยให้นายทุนชนะง่ายเกินไป
เธอเอนตัวพิงอกเขา แล้วสอดมือเย็นเฉียบทั้งสองข้างเข้าไปในเสื้อโค้ตของเขา ผ่านเสื้อกั๊กกับเสื้อเชิ้ตที่เรียบร้อยแนบสนิท ก่อนจะแปะมือไว้ตรงหน้าท้องเพื่อรับความอบอุ่น
จ้าวจงหลานรู้สึกว่าเธอชักจะกล้าขึ้นทุกที
เขาก้มมองด้วยคิ้วที่ขมวดน้อย ๆ พอดีกับสบตาคู่สุกใสของเธอ แสงไฟสะท้อนจนดวงตาระลอกไหวเป็นชั้น ๆ
