เวินหน่วนหน่วนไม่เคยมีใครคุกเข่าต่อหน้ามาก่อน ชั่วขณะนั้นความคิดนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในหัว ยังไม่ทันได้ตอบสนอง มือทั้งสองข้างก็ขยับไปประคองเล้งเทียนให้ลุกขึ้นก่อนแล้ว เธอเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “อย่าคุกเข่าสิ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
เธอก็ไม่ได้พูดอะไรนี่นา ทำไมน้องชายคนโตถึงคุกเข่าลงล่ะ?
เด็กหนุ่มก้มหน้าต่ำ เสียงสะอื้นปนอยู่ในน้ำเสียง “พี่สะใภ้ไม่เพียงดีกับพวกเรา ยังคิดถึงพี่ใหญ่ที่อยู่ข้างนอกด้วย พี่เป็นคนเดียวที่จริงใจและดีกับพวกเรา”
ครอบครัวของพวกเขาประสบเหตุไม่คาดฝัน ตั้งแต่เล็กก็ต้องระหกระเหิน เห็นทั้งความเย็นชาและอบอุ่นของผู้คน เห็นความโหดร้ายของโลกมนุษย์ กว่าจะได้ตั้งหลักอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ก็ไม่ง่าย คิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบมั่นคงแล้ว ใครจะคิดว่ามารดากลับป่วยเสียชีวิต ไม่เพียงไม่มีข้าวจะหุง ยังมีหนี้สินกองพะเนินอีกด้วย
หากไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้ หากไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้...
ที่แท้น้องชายคนโตก็ซาบซึ้งในตัวเธอ ถึงกับทำพิธีเสียยิ่งใหญ่ขนาดนี้!
เวินหน่วนหน่วนรู้สึกกระดากใจจริง ๆ
เธอไม่สมควรได้รับคำว่า “จริงใจ” นั่นหรอก
เธอทำได้เพียงยิ้มกลบเกลื่อน “จะเป็นอะไรไป เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดีกับคนในครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ควรอยู่แล้ว ต่อไปไม่ต้องทำอะไรใหญ่โตแบบนี้นะ”
ที่สำคัญคือเธอไม่ชินกับการคุกเข่าจริง ๆ
เชื่อว่าคนสมัยใหม่ก็คงไม่ชินเหมือนกัน
“เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดจาเกรงใจหรอกนะ เก็บของแล้วรีบไปรีบกลับล่ะ ถึงตอนนี้อาหารของเราจะยังไม่ขาด แต่ข้าวของอย่างอื่นขาดหมด ยังมีเรื่องต้องทำอีกตั้งเยอะ” เวินหน่วนหน่วนเปลี่ยนเรื่องคุย
แต่สิ่งที่เธอพูดก็เป็นเรื่องจริง
