“เอ่อ ไม่ใช่แค่ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปนะ ทั้งโรงเตี๊ยม ร้านผ้า ร้านขายข้าวสาร อะไรพวกนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? คนเราพึ่งพาตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากคนอื่นให้เหมาะสม” เวินหน่วนหน่วนคิดว่าตัวเองพูดลึกเกินไปหน่อยสำหรับเด็กอายุเก้าขวบ อีกอย่างแนวคิดนี้ก็ค่อนข้างทันสมัย เธอจึงหยุดไว้แค่นั้น ไม่อธิบายต่อให้ลึกซึ้ง
เธอไม่รู้เลยว่า สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว คำพูดสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคของเธอไม่ต่างจากการทุ่มก้อนหินยักษ์ลงไปในใจ ก่อเกิดคลื่นมหึมาซัดกระหน่ำ
เล้งอวิ๋นคล้ายจะชะงัก คิ้วขมวดมุ่นพลางจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอยู่นาน ไม่เอ่ยปากอีกเลย
“ผ้าปูที่นอนกับปลอกผ้านวมล่ะ พอไหม?” เวินหน่วนหน่วนหันไปถามเล้งเทียนแทน
เล้งเทียนลงมือผ่าฟืนที่ตากแห้งแล้วให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เองอยู่ก่อนแล้ว พอได้ยินคำถามของเวินหน่วนหน่วน เขาก็ผ่าฟืนไปพลางตอบไปพลางว่า “ทำไว้สองชุดแล้วครับ ป้าจูบอกว่าของพวกนี้ทำง่าย เลยไม่คิดค่าแรง ผ้าหนึ่งพับยังเหลือเกือบครึ่งพับเลย พี่สะใภ้จะทำรองเท้าผ้าอีกสองคู่ไหมครับ?”
“ฉันไม่ต้องหรอก ฉันมีรองเท้าใหม่ตั้งหลายคู่ ใส้ไม่หมดหรอก” รองเท้าใหม่ของเธอไม่ใช่แค่รองเท้าธรรมดา แต่เป็นรองเท้าปักฝีมือละเอียดประณีตด้วย ตอนนี้ผ้าราคาแพง ไม่แน่ว่าต่อไปอาจต้องใช้ทำอย่างอื่น เก็บไว้ก่อนดีกว่า
เวินหน่วนหน่วนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันว่าทำรองเท้าผ้าแค่สองคู่ พวกเธอก็คงมีไม่พอใส่ รอซื้อผ้าหยาบมาแล้ว พวกเธอทำเพิ่มอีกคนละสองคู่เถอะ”
อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ จะไม่มีรองเท้าได้อย่างไร
ทำไว้หลายคู่จะได้สลับกันใส่ เปียกหรือสกปรกก็ยังมีคู่สำรอง อีกทั้งสลับกันใส่ก็ไม่สึกหรอง่ายด้วย
มือที่กำลังผ่าฟืนของเล้งเทียนชะงักไป ส่วนเล้งเฉินที่ก้มหน้าขัดฝาไม้ก็เงยหน้าขึ้นมอง
