เวินหน่วนหน่วนรู้ดีว่าการเพิ่มค่าความชอบของเล้งเซียวสำคัญแค่ไหน แต่จะเพิ่มยังไงดีล่ะ?
ส่งอาหารให้แล้ว เครื่องเขียนก็ให้แล้ว คำห่วงใยก็พูดไปแล้ว ยังมีอะไรให้ทำอีก?
อ้อ ใช่แล้ว เล้งเซียวเป็นพี่ชายคนโต แถมยังมาเรียนหนังสืออยู่ข้างนอกคนเดียว เขาน่าจะห่วงน้องชายกับที่บ้านที่สุด
ดวงตาของเวินหน่วนหน่วนเป็นประกาย ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงอ่อนหวานสุขุมอย่างที่สุด “ท่านตั้งใจเรียนที่สำนักศึกษาเถอะ ไม่ต้องห่วงทางบ้าน ฉันจะดูแลน้อง ๆ ให้ดี ท่านไม่กลับมาก็ไม่เป็นไร”
พูดจบก็แอบชมตัวเองในใจเงียบ ๆ ว่าเป็นภรรยาที่ดีตามมาตรฐานจริง ๆ
แต่รอแล้วรอเล่า เสียง ‘ติ๊ง’ ที่ตั้งตารอก็ไม่ดังขึ้นเสียที
เอ๊ะ แปลกแล้วสิ
เธอเงยหน้ามองสีหน้าของเล้งเซียว เอ่อ...นิ่งขรึมเย็นชา จนดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
ช่างเถอะ วันนี้ค่าความชอบคงเต็มแล้ว ไว้คราวหน้าค่อยเพิ่มใหม่ก็ได้
เวินหน่วนหน่วนได้ข้อสรุปแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ พอไม่มีแผนจะขยายห้องเก็บของ น้ำเสียงยามพูดคุยก็เป็นธรรมชาติและผ่อนคลายขึ้น “อาหารปรุงสุกที่เอามาให้เก็บได้ไม่นาน แบ่งให้เพื่อนร่วมสำนักกินกันเร็ว ๆ เถอะ อีกไม่กี่วันค่อยให้น้องชายคนโตเอามาให้ใหม่ ส่วนไข่เค็มอย่าเอาไปให้คนอื่นกินนะ นั่นเป็นไข่เป็ดทะเล ทุกฟองมันเยิ้ม อร่อยมาก!”
“ตอนแรกฉันใส่ไว้ในสมบัติลับแค่สองฟอง ตลอดสามวันนี้ยังไม่ยอมกินสักคำ ทั้งหมดเอามาให้ท่านแล้ว”
“คราวนี้เอาผักมาไม่มาก ท่านอย่าลืมกินผลไม้เสริมสารอาหารด้วยนะ”
“ฉันเอาใบชามาด้วย ไม่รู้ว่าท่านชอบดื่มแบบไหน เลยเอามาทั้งชาเขียว ชาขาว แล้วก็ชาผู่เอ๋อร์ คราวหน้าน้องชายคนโตมา ท่านอย่าลืมบอกเขาล่ะ คราวต่อไปจะได้รู้ว่าควรเอาแบบไหนมาให้”
“ท่านชอบกินเนื้อหมักกับไส้กรอกไหม? ฉันเห็นกระเทียมในแปลงโตสวยมาก คราวหน้าจะทำเนื้อหมักผัดกระเทียมให้ท่าน ดีไหม?”
“ดี”
เวินหน่วนหน่วนพูดเสียยืดยาว เล้งเซียวกลับตอบแค่คำเดียว เธอเลยไม่รู้ชั่วขณะว่าเขาตอบรับประโยคไหน
ติ๊ง!
เสียงคุ้นเคยดังขึ้น เวินหน่วนหน่วนจึงไม่คิดมากว่าเป็นประโยคไหน ใบหน้าเล็กยิ้มเบิกบานราวกับดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งทันที!
