กู้หนานสูดหายใจลึก กำกระบี่ในมือแน่น
สัมผัสจากด้ามกระบี่หนักแน่นและเย็นเยียบ ใบกระบี่เก้าสีของคมดาบธาตุสะท้อนประกายแสงวูบไหวในแสงยามเช้า ราวกับรับรู้ถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเขา คมกระบี่จึงสั่นครางแผ่วเบา
“ตอนนี้...ได้เวลาเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว”
กู้หนานเก็บสีหน้าเหลาะแหละทั้งหมดไป ชูกระบี่ขึ้นพลางจ้องสัตว์ประหลาดมหึมาตรงหน้า
ซอมบี้นับไม่ถ้วนทะลักออกมาจากทุกซอกทุกมุมของโรงงานเหล็กกล้า พวกมันอ้อมซากอาคารโรงงาน ข้ามรถร้าง วิ่งกรูกันผ่านข้างกายเขาราวกับคลื่นสีเทา พัดพาลมเหม็นคาวที่ปะปนกลิ่นสนิมกับเนื้อเน่ามาด้วย
ซอมบี้สายเสริมแกร่งตัวนั้นยืนอยู่กลางคลื่นซอมบี้ ดวงตาใต้หมวกนิรภัยเปล่งแสงสีเหลืองขุ่น แขนทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามห้อยลงมาจนถึงเข่า ทุกครั้งที่หายใจ เสียงคำรามต่ำ ๆ ก็ถูกเค้นออกมาจากลำคอ
กู้หนานสูดหายใจลึกอีกครั้ง
พูดตามตรง เขาไม่มั่นใจเลย
เขาเคยเป็นทหารรับจ้าง ผ่านสนามรบและเอาชีวิตรอดมาได้ก็จริง สภาพจิตใจแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก แต่เขารู้ดีว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่ใช้มือเปล่าถอนรถเก๋งขึ้นจากพื้นแล้วขว้างใส่คนราวกับก้อนหิน ใคร ๆ ก็ต้องหวาดหวั่นทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าคนนั้นจะเป็นลีออน เอส. เคนเนดี
เหตุผลเดียวที่ตอนนี้เขากล้ายืนประจันหน้ากับเจ้าตัวนี้ ก็คือภาพก่อนหน้านี้ที่หลินมั่วหรานใช้ค้อนสายฟ้าฟาดจนรถหุ้มเกราะพลิกคว่ำ
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่าคมดาบธาตุในมือมีพลังมากแค่ไหน
เขากำด้ามกระบี่แน่น สายฟ้าและเปลวเพลิงบนใบกระบี่ราวกับรับรู้ถึงจังหวะหัวใจของเขา ก่อนจะลุกวาบพร้อมเสียงเปรี๊ยะสองครั้ง
