ขณะที่กู้หนานกำลังคิดว่าจะจัดการคนพวกนี้อย่างไร หลินมั่วหรานที่อยู่ข้างกายก็เอ่ยขึ้นก่อน
“โอ้โห ถึงกับตั้งด่านเก็บเงินแล้วเหรอ” เด็กสาวหาวอย่างเกียจคร้าน แม้แต่เปลือกตาก็ยังคร้านจะยกขึ้น ไม่ได้เห็นสมาคมล่าหมาป่าอยู่ในสายตาเลยสักนิด “นายคิดจะทำยังไง?”
“ก็ต้องจัดการพวกมันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คนเยอะไปหน่อย ถ้าบุกปะทะตรง ๆ คงยุ่งยากน่าดู”
กู้หนานกวาดตามองสิ่งกีดขวางบนถนนและรถติดอาวุธเหล่านั้น ในใจวางแผนยุทธวิธีอย่างรวดเร็วไปแล้วรอบหนึ่ง
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน รถตู้เก่าโทรมคันหนึ่งก็โคลงเคลงเข้ามาจอดข้างรถของพวกเขา
ชายวัยกลางคนยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบอย่างระแวดระวังและอึดอัด เขาสวมชุดทำงานที่ซักจนสีซีด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้เล่นธรรมดาที่ซื่อ ๆ คนหนึ่ง
“น้องชาย ข้างหน้ามีเรื่องอะไรกันเหรอ?”
“เก็บค่าผ่านทางน่ะ สมาคมใหญ่ก็แบบนี้แหละ วางอำนาจกันสุด ๆ ไม่จ่ายก็ลงเอยเหมือนคนพวกนั้น”
กู้หนานผงกคางไปทางศพหลายร่างที่ถูกแขวนไว้ริมถนน
ใบหน้าชายวัยกลางคนซีดเผือดลงในพริบตา
เข็มบอกระดับน้ำมันของรถตู้จวนเจียนจะขีดแดงแล้ว ในท้ายรถเหลือเพียงบิสกิตอัดแท่งไม่กี่ห่อกับน้ำสองขวด อาหารทุกคำต้องนับอย่างละเอียดก่อนกิน
ถ้าต้องจ่ายค่าผ่านทางอีกก้อน ชีวิตของเขาคงไปต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้... พวกมันจะเกินไปแล้ว นี่มันกะจะบีบให้พวกเราตายชัด ๆ”
เขากดเสียงด่าพึมพำ สายตากวาดผ่านศพหลายร่างที่แกว่งไกวอยู่ริมถนนตามแรงลม ก่อนมองไปยังพวกติดอาวุธที่ยืนถือปืนพร้อมยิงอยู่ข้างหน้า ความโกรธและความคับแค้นในน้ำเสียงพลุ่งพล่านอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกความหวาดกลัวกดทับลง เขาไหล่ตก ราวกับยอมรับชะตากรรมแล้ว
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น มองรถของชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง แววตาวูบไหวเล็กน้อย
รถบ้านบรรทุกหนักคันนี้แผ่บรรยากาศน่าเกรงขาม ต่างจากยานพาหนะเก่าโทรมรอบข้างราวฟ้ากับเหว เด็กหนุ่มตรงหน้าคงเป็นคนใหญ่คนโตที่ไม่ควรไปหาเรื่องด้วย
