เซี่ยเจิงอืดอาดเปิดประตูคฤหาสน์
ป้าหวังเดินเข้ามาหา “ดีจังเลย คุณเซี่ย มากินข้าวกัน”
เซี่ยเจิงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก มือที่กำสายกระเป๋าหนังสือคลายลงเล็กน้อย
เดินมาถึงโต๊ะอาหาร
ชีหนิงนั่งอยู่ปลายอีกด้านหนึ่ง
วันนี้เธอไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ต ดูอารมณ์ดี
กำลังนั่งอยู่ปลายโต๊ะอาหารด้านหนึ่ง ถือแท็บเล็ตวาดเขียนไปมา
นิ้วเรียวยาวแตะเบา ๆ
เสื้อแขนยาวสีขาวพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือเรียวขาวซีดผอมบาง ดูอ่อนโยนและคล่องแคล่ว
เซี่ยเจิงพยายามทำตัวให้ดูด้อยที่สุด
รอยแผลเป็นบนข้อมือตกสะเก็ดเป็นสีชมพูอ่อนแล้ว
จนกระทั่งชีหนิงวางแท็บเล็ตลงและเอ่ยขึ้น “ป้าหวัง ได้เวลากลับแล้ว”
ในบ้านอันเงียบงันเหลือเพียงชีหนิงกับเซี่ยเจิง
เธอรู้สึกเลือนรางว่าหายใจไม่ค่อยสะดวก
เซี่ยเจิงหลับตาลงยอมจำนน “กินข้าวเสร็จ ฉันจะ... ”
“เธอจะไปเรียนต่อไห่ซื่อ?”
เซี่ยเจิงตะลึงงัน เมื่อเทียบจากที่ชีหนิงรังเกียจเธอแล้ว ควรจะอยากให้เธอไสหัวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
“ฉันจำได้ว่าเมืองหลวงก็มีสาขาเดียวกัน”
มือใต้โต๊ะอาหารของเซี่ยเจิงประสานกันยุ่งเหยิง หัวใจเต้นแรง
ในใจเธอเกิดความเพ้อฝันแปลก ๆ ว่าเธอเองก็อยากให้เธออยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า
ชีหนิงกัดสเต็กอย่างไม่ยี่หระ น้ำเสียงเย็นชา “ฉันยังเล่นไม่พอ อยู่ที่เมืองนี้”
เธอตอบตะกุกตะกัก “ได้”
ตั้งแต่สิบแปดปีมาแล้ว ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตจนถึงมหาลัยล้วนได้ตระกูลชีสนับสนุน
เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
ระหว่างที่ใจลอย ชีหนิงก็ลุกขึ้นยืนแล้ว เหลือบมองข้อมือของเธอ “เรื่องแบบนี้ อย่าให้มีครั้งที่สอง”
“ทราบแล้ว”
ร่างด้านหลังสง่างามของเธอเดินขึ้นชั้นสอง
เซี่ยเจิงถอนหายใจเฮือก
ดูเหมือนว่าเธอจะรอดตัว ไม่ต้องไปคุกเข่าบนน้ำแข็งอีกแล้ว
ตอนกลางคืน
เธอได้รับข้อความจากชีหนิง
“มาที่ห้องฉัน”
เธอทำตามที่สั่งเท่านั้น
ตอนผลักประตูห้องเข้าไป ภายในมีเสียงหอบหายใจเบา ๆ แว่วออกมา
“ชีหนิง...”
เธอเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง รู้สึกเกร็ง
จนกระทั่งเธอถูกคนกดไว้กับกำแพง
นิ้วเรียวยาวของชีหนิงแตะลงบนซอกคอเธอ บังคับให้เธอเงยศีรษะขึ้น ฟันนางขบริมฝีปากกัดแทะบดขยี้ที่คอเธอ
เจ็บจนเธอร้องโหยหวน “อื้อ~เจ็บ...”
ข้างหูคือเสียงลมหายใจของชีหนิง อบอวลด้วยกลิ่นหอม
ทำให้เซี่ยเจิงขาอ่อน
เธอต้านทานนางไม่ได้
ไร้ประโยชน์ ไม่อาจต้านทาน
ชีหนิงสัมผัสได้ว่าร่างเธอเริ่มอ่อนระทวย ก็หัวเราะเหยียด “สมกับเป็นกระดูกสันหลังของทั้งตระกูล สมควรแล้ว”
นางเอื้อมมือผลักเธอลงบนเตียง เปิดไฟหัวเตียงสีส้ม ถ้วยแก้วใสบนโต๊ะหัวเตียงมีก้อนน้ำแข็ง
แก้มของชีหนิงระเรื่อสีชมพู
คิ้วตาเย็นชาฉาบด้วยตัณหา นิ้วเรียวยาวคีบก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมแล้วเคลื่อนเข้ามาใกล้เธอ
เซี่ยเจิงผงะถอยกรูด “คุณจะทำอะไร...”
นางโน้มตัวลงมา จับมือทั้งสองของเธอกดไว้เหนือศีรษะแน่น ไม่ให้เธอดิ้นรน น้ำเสียงโหดเหี้ยม “นี่ต่างหากคือการลงโทษ”
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนแรกเซี่ยเจิงก็ควรไปคุกเข่าแต่แรก ต่อให้ปวดท้องประจำเดือน
ก็ยังดีกว่าต้องอับอายขายหน้าเช่นตอนนี้
เมื่อเสร็จสิ้น เซี่ยเจิงพยุงร่างขึ้น พับผ้าปูที่นอน
ในห้องน้ำแว่วเสียงหอบหายใจที่อดกลั้นดังเลือนราง
คิดไปคิดมา เซี่ยเจิงก็เคาะประตู
“ให้ฉันช่วยไหม?”
ตั้งแต่เรื่องเมื่อสามปีก่อน ชีหนิงก็รับไม่ได้กับการใกล้ชิดกับผู้ชาย
ชีหนิง: “ไสหัวไป!”
ก็แน่สิ
ชีหนิงไม่เคยยอมให้เธอแตะต้องนาง
นางรังเกียจเธอ
จะมีก็แต่ในเรื่องแบบนั้น ที่นางทำให้เธออับอาย ทำให้เธอเจ็บ
วันคืนที่มองไม่เห็นปลายทางเช่นนี้ ทำให้เซี่ยเจิงรู้สึกอ่อนล้า
จึงคิดว่า ไปให้ไกลอีกสักหน่อย ไม่ต้องไกลเกินไป ไม่ต้องใกล้เกินไป
ระหว่างพวกเธอจะพอมีทางผ่อนปรนกันได้บ้างไหม
เหมือนเมื่อก่อน
ต่อให้เป็นเพื่อนก็ยังดี
เธอรู้ว่าตัวเองกำลังเพ้อฝัน
แต่เมื่อเห็นชีหนิง เธอก็อดไม่ได้ที่จะเข้าใกล้นาง
หายไปหนึ่งวัน ความคิดถึงก็จะกัดกินหัวใจ
แต่พอเจอหน้าก็จะเจ็บยิ่งกว่า
เธอจึงรู้สึกซ้ำซากวนเวียนเช่นนี้ ลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายเธอก็พูดกับชีหนิงว่า
“ฉันอยากย้ายออกไปอยู่ข้างนอก”