“เธอใช้ถ้อยคำที่เป็นกลางและสุขุมที่สุด บรรยายรายละเอียดอันโหดร้ายที่สุดออกมา
ตอนแรกผมคิดว่ารายละเอียดเหล่านั้นคงทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจ เธอถึงได้บรรยายออกมาได้สมจริงขนาดนั้น
แต่ผมอ่านทบทวนหลายครั้งแล้ว ก็ไม่ใช่
จากตัวอักษรสัมผัสได้ว่าเธอทุกข์ทรมานมาก แต่ไร้หนทางแก้ไข จึงจำต้องร้องขอความช่วยเหลือ
เธอหวังให้เราช่วยเหลือเหล่าทหารหนุ่มที่เคยยื่นมือช่วยเธอกับผู้รอดชีวิต
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ระบุชื่อพวกเขาไว้อย่างชัดเจน
เธอหวังว่าเราจะไม่เดินซ้ำรอยเดิม”
ผู้อาวุโสเจ็ดถามว่า “ในนี้มีทหารคนหนึ่งที่ช่วยเธอไว้ เขาสังกัดหน่วยไหน? เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขารู้จักกัน ตรวจสอบแล้วหรือยัง?”
ลั่วชิงโจวตอบว่า “ตรวจสอบแล้ว ตอนนี้เขาเป็นพลเรือน ได้ยินว่าเขาวางแผนจะสมัครเข้ากองทัพ”
ผู้อาวุโสสี่ตบโต๊ะ “เด็กดีของพวกเราจริง ๆ!”
ผู้อาวุโสสามกล่าวว่า “ใช่แล้ว ล้วนเป็นเด็กดีทั้งนั้น! เธอบอกว่าหมอกแห่งวันสิ้นโลกจะคร่าชีวิตผู้คน แต่ก็จะปลุกพลังพิเศษขึ้นมาเป็นระยะ ทหารในกองทัพร่างกายแข็งแรง จึงมีผู้มีพลังพิเศษมากกว่า คนที่ตื่นพลังเป็นกลุ่มแรกถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจอันตรายที่สุด ตายก็ตาย บาดเจ็บก็บาดเจ็บ
ส่วนผู้มีพลังพิเศษนอกกองทัพก็ไปสวามิภักดิ์ต่อผู้มีอำนาจแต่ละฝ่าย พักฟื้นและเพิ่มพูนกำลัง รอจนแข็งแกร่งแล้วค่อยย้อนกลับมาสังหารทหารที่เพิ่งตื่นพลัง กำลังรบของกองทัพถูกทำลายลงแบบนี้!”
ผู้อาวุโสหกถอนหายใจยาว “จะไม่ถูกทำลายได้ยังไง ลองดูคลังสำรองยุทธปัจจัยของเราสิ กลายเป็นคลังส่วนตัวของคนอื่นไปหมดแล้ว ถึงว่าอาชญากรถึงยังควบคุมฐานที่มั่นได้
เริ่มจากแย่งปืนของผู้คุมเรือนจำ แล้วก็แย่งปืนจากสถานีตำรวจ พอมีปืนก็ไปปล้นเสบียง จากนั้นก็ประกาศตั้งตนเป็นใหญ่แล้วรวบรวมพรรคพวก! เฮ้อ อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาทนทุกข์แบบนี้อีก จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม!”
ผู้อาวุโสเก้าตาแดงก่ำ “เธอหวังว่าเราจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมหรือ? เราทำอะไรผิดไปหรือไง? ไม่ควรแจกจ่ายอาหารเพื่อช่วยเหลือหรือ? ไม่ควรส่งทหารไปช่วยเหลือหรือ? ไม่ควรให้ทหารคุ้มครองประชาชนหรือ?
