หร่วนเถายังคิดถึงเรื่องที่นัดกับป้ากุ้ยไว้วานนี้ว่าจะไปครัว มื้อนี้จึงกินได้แค่พออิ่มครึ่งท้อง
ก่อนออกจากบ้าน คุณชายเงาก็พันรอบข้อมือเธอไว้หนึ่งรอบ
หร่วนเถาปักปิ่นประดับไข่มุกไว้บนศีรษะ แล้วผูกเชือกแดงไว้ด้วย
ตั้งแต่เข้าด่านนี้มา หร่วนเถาก็สวมทรัพย์สินทั้งหมดไว้กับตัว
นกกาขาวบอกว่านี่เรียกว่ารอบคอบ แต่หร่วนเถาแค่คิดถึงเพื่อน
นกกาขาวไปกับเธอ ทั้งสองเดินผ่านระเบียงเชื่อม ภาพวาดเหล่าผู้เฒ่าจ้องมองพวกเธอทีละภาพ หร่วนเถาจึงทักทายอรุณสวัสดิ์พวกเขาทีละคน
“วันนี้คิดจะทำอะไร?” นกกาขาวถาม
หร่วนเถาครุ่นคิดก่อนตอบว่า “กินข้าว แล้วเอาข้าวไปส่งให้คุณปู่เหลาหวัง จากนั้นไปดูว่าคุณลุงเหลาหลิวสร่างเมาหรือยัง”
“...ฉันถามเรื่องสืบคดี”
“นี่ก็สืบคดีอยู่นี่นา” หร่วนเถาตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ
นกกาขาวคร้านจะอธิบาย
เมื่อวานทีมบังคับใช้กฎหมายวิ่งจนขาแทบขาด แต่ความคืบหน้าในการไขคดีเป็นศูนย์
ส่วนยัยนี่กินไปแค่สองมื้อ ความคืบหน้ากระโดดไปถึง 2%
เหตุผลอะไรทำนองนี้ใช้กับหร่วนเถาไม่ได้ผล
ไฟในเตาครัวติดแล้ว ป้ากุ้ยหันหลังให้พลางทักทั้งสองคน “นั่งสิ”
บนเขียงมีถ้วยกับตะเกียบวางไว้สองชุด จานหนึ่งใส่ขนมเปลือกปูสีเหลืองทอง ส่วนเกี๊ยวน้ำไส้หมูสดสองชามมีไอร้อนลอยกรุ่น
ดวงตาหร่วนเถาเป็นประกาย “คุณป้ารู้ได้ยังไงคะว่าพวกเรามากันสองคน?”
“ฟังเสียงฝีเท้าเอา” ป้ากุ้ยตอบ
หร่วนเถากัดขนมเปลือกปูคำหนึ่ง ก่อนหรี่ตาลงอย่างมีความสุข “คุณป้าทำอาหารเก่งจริง ๆ ค่ะ คุณผู้ชายไม่กินนี่เขาขาดทุนแย่เลย”
มีดของป้ากุ้ยกระทบเขียงดังตึก ๆ
“เมื่อก่อนคุณผู้ชายไม่เลือกกินหรอก” เธอพูด “ฉันทำอะไรเขาก็กิน กินครบทุกมื้อมา 30 ปี”
หร่วนเถาเงยหน้าถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?”
“สามเดือนก่อน มื้อสุดท้ายที่คุณผู้ชายกินฝีมือฉันคือบะหมี่หยางชุนชามหนึ่ง”
“กินไปครึ่งชามก็วางตะเกียบ แล้วบอกว่าต่อไปไม่ต้องใส่ต้นหอม”
เสียงมีดหยุดลง
“คุณผู้ชายกินต้นหอมมาตั้ง 30 ปี” ป้ากุ้ยขมวดคิ้ว “วันนั้นฉันนั่งอยู่หน้าเตา คิดยังไงก็ไม่เข้าใจว่ารสนิยมคนเราจะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ อย่างนั้นได้ยังไง”
“เว้นแต่ว่า...” เธอหัวเราะเบา ๆ “คนที่กินไม่ใช่เขา”
