ตอนที่ 4 อีกไม่นานนางจะต้องขนของที่ตระกูลหลินแย่งไปกลับคืนมาให้หมด
หลินเยว่เยว่เห็นพี่ชายคนนี้มองตนเองก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว สายตาของคนผู้นี้ทำไมดูน่าสะอิดสะเอียน
"พวกแกพูดเหลวไหลอะไร เธอเป็นลูกสาวบ้านฉัน เธอช่วยที่บ้านหน่อยไม่ได้ยังไง เราอุตส่าห์เลี้ยงเธอมาโต เธอทำพวกนี้ให้ที่บ้านล้วนเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว"
จางกุ้ยเฟินเสียใจที่ก่อนหน้านี้สร้างเรื่อง พอดีคิดจะให้พวกนี้มาช่วยพูด ก็ไม่คิดว่าพวกนี้เข้ามาล้วนช่วยกู้จิ่งเยี่ยน
จะรีบไล่พวกนี้ออกไปทันที
"รีบไป บ้านฉันยังมีธุระ"
จางกุ้ยเฟินรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องลงมือเอง ขอแค่ตนเองปลอบใจลูกสาวคนนี้ดี ๆ
นางต้องยังเอาอกเอาใจบ้านอยู่ กู้จิ่งเยี่ยนไปก็ไปแล้ว ก็ยังมีบ้านนี่ไง บ้านนี้เมื่อก่อนกู้จิ่งเยี่ยนเพื่อแต่งงานกับหลินเยว่เอ๋อ ใช้เงินไปร้อยกว่าหยวน จ้างคนในหมู่บ้านมาช่วยสร้าง
ยังเป็นโครงสร้างอิฐดินผสม อีกทั้งพวกเขาพึ่งอยู่ได้แค่สองปีเอง
นี่ก็เป็นบ้านใหม่สำเร็จรูป เอามาให้ลูกชายตนเองชื่อจินเป่าเป็นเรือนหอพอดี
ผู้คนถูกจางกุ้ยเฟินไล่ตะเพิดออกไป จางกุ้ยเฟินคิดจะปิดประตู หันกลับมามอง ก็เห็นประตูใหญ่จากด้านในปิดไปแล้ว จะขึ้นไปทุบแผ่นประตูทันที
"อีเด็กเวร เจ้าเปิดประตูให้老娘 เจ้าถึงกล้าไล่老娘ข้าออกจากบ้าน ข้าดูแล้วเอ็งคันไม้คันมือนัก..."
"ฮ่า ๆ ๆ..."
ทุกคนที่ถูกจางกุ้ยเฟินไล่ออกมาเมื่อครู่พากันหัวเราะขึ้นมา
"ข้าว่า หลินเยว่เอ๋อรู้จักคิดได้แล้วจริง ๆ"
"ก็ใช่น่ะสิ จางกุ้ยเฟินนะ ต่อไปเป็นคน ๆ หนึ่งเถอะ อย่าบีบบังคับลูกเกินไป ดูบ้านนี่สิ ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ไม่รู้หลินเยว่เอ๋อต่อไปจะใช้ชีวิตยังไง"
"ฉันถุย เกี่ยวอะไรกับพวกแก เธอเป็นลูกสาวฉัน คราวนี้หย่าแล้ว ต่อไปแต่งใหม่ก็แล้วกัน จะมีอะไรผ่านไม่ได้น่ะ แต่งกับใครก็เหมือนกันนั่นแหละ"
จางกุ้ยเฟินด่าอยู่นาน ข้างในไม่มีใครสนใจนางเลย
หลินเยว่เยว่เสียบกลอนประตูแล้ว ก็กลับเข้าบ้าน มองดูสภาพในบ้านที่ไม่มีอะไรเลย
คิดในใจ โชคดีที่ยังมีสองร้อยหยวน ต่อไปตนต้องสร้างชีวิตให้ดี
ปีนี้เป็นปีพิเศษ ด้วยเหตุผลทางนโยบาย ปัญญาชนชนบทจำนวนมากที่ไปแทรกตัวในหมู่บ้าน ไม่ก็เพราะกลับในเมืองไปหย่าแล้วจากไป ไม่ก็เพราะไปเข้ามหาวิทยาลัยทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่ง แม้กระทั่งลูก ดังนั้นภายหลังจึงมีละครและภาพยนตร์มากมายถ่ายทำจากกรณีนี้ หลินเยว่เยว่ไม่คิดว่าตนเองจะกลายเป็นฝ่ายที่ถูกทอดทิ้ง
ทว่ากู้จิ่งเยี่ยนดีต่อนางมากพอแล้ว ก่อนไปยังตั้งใจไปหาผู้ใหญ่บ้านที่นั่นจดทะเบียนบ้านหลังนี้เป็นชื่อนาง ยังให้นางอีกสองร้อยหยวน
ข่าวในหมู่บ้านนั่นกระจายเร็วมาก
แม้ว่ากู้จิ่งเยี่ยนจะอยู่ที่หอพักปัญญาชน ทว่าก็มีคนมาบอกข่าวเขาเช่นกัน
"จิ่งเยี่ยน ได้ยินว่าเมียเอ็งวันนี้ในหมู่บ้านทะเลาะกับแม่ยายเอ็ง ตอนนี้ทุกคนกำลังลือกัน เมียเอ็งหัวใสแล้ว รู้จักคิดได้แล้ว รู้จักใช้ชีวิตเพื่อตนเอง ไล่แม่นางออกจากบ้านแล้ว"
คนพูดคือเพื่อนสนิทของกู้จิ่งเยี่ยน เฉินเว่ยกั๋ว ปัญญาชนชนบทแก่เกือบสามสิบปี ทว่าเฉินเว่ยกั๋วสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ทั้งยังไม่หาคู่ในหมู่บ้าน เขาตั้งใจจะกลับเมืองอย่างเดียว
กู้จิ่งเยี่ยนเดิมทีในหมู่บ้านมีทั้งบ้านทั้งครอบครัวแล้ว แต่พอข่าวสอบเข้ามาได้ลงมา ก็ย้ายกลับหอพักปัญญาชน
เพราะเมียคนนั้นของเขาทั้งวันทั้งคืนเอาแต่สร้างเรื่อง กระทั่งกับข้าวก็ไม่ทำให้ ยังคอยจะเอาเงินจากเขาทุกสามวันสองวัน กู้จิ่งเยี่ยนทนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว หลังจากนั้นก็ย้ายกลับมา
"ฉันบอกนางชัดเจนแล้ว เราหย่ากันแล้ว ต่อไปนางก็เป็นแค่อดีตภรรยาแล้ว"
กู้จิ่งเยี่ยนแม้จะค่อนข้างแปลกใจ ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้อภัยหลินเยว่เอ๋อ อีกทั้งเขาก็ยังไม่เชื่อว่าคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนได้ง่ายขนาดนั้น ยังรู้สึกว่าหลินเยว่เอ๋ออาจจะคิดใช้กลอุบายอะไรอีก
"เอ็งทิ้งได้จริงเหรอ ตอนนั้นเอ็งจีบนาง เต็มหัวใจเต็มสายตามีแต่นางทั้งนั้น"
เฉินเว่ยกั๋วพูดหยอกล้อ
"ตอนนั้นเอ็งยังพูดอีกว่า ต่อไปกลับเมืองแล้วต้องพานางไปด้วยกัน บอกว่าจะอยู่กับนางจนแก่เฒ่าด้วยกัน"
"ถือว่าฉันตาบอด ได้ไหม อย่าเอ่ยถึงนางกับฉันอีก"
กู้จิ่งเยี่ยนหยิบหนังสือข้างมือขึ้นมาก็ขว้างไปทางเฉินเว่ยกั๋วที่กำลังดูขำขันเขา
เฉินเว่ยกั๋วหัวเราะแล้วรับหนังสือไว้ ยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขา
"เด็กสาวตระกูลซูนั่นยังเขียนจดหมายมาถามไถ่เอ็งกับฉันเลยนะ วาสนาดอกท้อของเอ็งนี่ดีจังเลยนะ ขนาดแต่งงานแล้วยังมีคนอาลัยอาวรณ์ไม่ลืม
เมื่อก่อนน่ะ ฉันยังนึกว่าซูมั่นลี่ตั้งใจเขียนจดหมายให้ฉัน ที่แท้คนอื่นเขาเขียนจดหมายให้เอ็ง เอ็งไม่ตอบนาง นางก็เลยใช้ฉันเป็นสายสืบ"
"เรื่องของฉันอย่าไปบอกนาง ต่อให้ฉันหย่าแล้ว ฉันก็ไม่ชอบนาง เรื่องนี้ไม่มีทาง อย่ามั่วชักพา"
ก่อนลงชนบทยังไม่เคย ซูมั่นลี่ก็คอยตอแยเขาตลอด แต่เขาไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ซูมั่นลี่ขี้ติดเกินไป หน้าตาก็ไม่ใช่สเปกเขา
ที่สำคัญคือ ตอนนั้นผู้หญิงคนนี้ยังคิดวางยาเขา คิดใช้เรื่องนี้ให้เขาแต่งกับนาง
บ้านเขามีลูกสาวแค่คนเดียว ยังจะให้เขาแต่งเข้าบ้าน โชคดีที่ตอนนั้นมองเห็น ไม่ได้ดื่มของที่นางยื่นให้ ไม่อย่างนั้น... หลังจากนั้น เขาก็ลงชนบททันที
เฉินเว่ยกั๋วได้ฟังคำพูดของกู้จิ่งเยี่ยน สีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาได้ตอบจดหมายซูมั่นลี่ไปแล้ว ยังบอกไปแล้วด้วยว่ากู้จิ่งเยี่ยนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหน
กู้จิ่งเยี่ยนมองสีหน้ากระอักกระอ่วนของเฉินเว่ยกั๋ว ใจกระตุกวูบ หรี่ตามองเขา
"เอ็งทำท่ามีพิรุธอะไร"
เฉินเว่ยกั๋วรีบเบือนหน้าหนี
"ไม่มีอะไร พรุ่งนี้พวกเราจะขึ้นรถไฟแล้ว ฉันไปต้มไข่สองสามฟองนั่น คาบไปกินบนรถไฟ"
กู้จิ่งเยี่ยนเห็นเฉินเว่ยกั๋วออกไปแล้ว นอนลงบนเตียงไม้กระดาน นึกถึงที่เขาพูดเมื่อครู่เรื่องหลินเยว่เอ๋อตอนนี้สมองปลอดโปร่ง
นางปลอดโปร่งได้จริงหรือ ถ้านางต่อไปเปลี่ยนได้ จะพานางไปด้วยกันไหม
แต่คิดไปคิดมา ก็ช่างเถอะ ถ้าอยู่ในหมู่บ้าน ต่อให้นางเอาของในบ้านไปให้บ้านแม่ตัวเองหมด
ในไร่ก็ยังหาอะไรมาได้ เพื่อนบ้านในหมู่บ้านก็ยืมเสบียงได้ ถ้าไม่มีหนทางจริง ๆ ขึ้นเขาไปดักสัตว์ป่า ก็พอถูไถไปได้
แต่ว่าต่อไปเขาเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถ้านิสัยเสียของนางกลับมากำเริบอีก ถึงตอนนั้นพวกเขายังมีลูกอีก... แค่คิดก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
ช่างเถอะ ฉวยโอกาสที่ตอนนี้ทั้งสองยังไม่มีลูก เลิกรากันด้วยดีเถอะ
หลินเยว่เยว่เข้ามิติอีกครั้ง แม้ว่าบ้านหลังนี้กู้จิ่งเยี่ยนยกให้ตนเองแล้ว
แต่ในบ้านกลับถูกเจ้าของร่างเดิมทำให้ไม่มีอะไรเลย เดิมทีกู้จิ่งเยี่ยนยังอยู่บ้านนี้ ตอนนั้นที่บ้านยังมีเสื้อผ้า ผ้าห่มบ้าง ในครัวก็มีฟืน
ต่อให้ไม่มีอะไรกิน กู้จิ่งเยี่ยนก็จะออกไปซื้อเอา หรือยืม หรือไม่ก็ขึ้นเขาไปหาผักป่าบ้าง ต่อมากู้จิ่งเยี่ยนตัดใจแล้ว ก็ย้ายไปหอพักปัญญาชน
เจ้าของร่างเดิมก็จึงพาแม่นางกับน้องชายไปด้วยกันโดยตรง ขนของในบ้านที่ใช้ได้ทั้งหมดไปบ้านตระกูลหลินหมด แม้แต่ฟืนที่กู้จิ่งเยี่ยนตัดกลับมาก็ไม่ละเว้น
ทันใดนั้นท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมา นางหิวแล้ว
ต่อให้มีมิติแล้วยังไง ดื่มน้ำก็ไม่ช่วยให้อิ่ม เพียงแต่นางพึ่งดื่มน้ำพุวิเศษไปตั้งมาก ก็ไม่พบว่าตัวเองมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ไม่มีแบบในนิยายทั่วไปที่เขียนไว้ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือว่าผิวพรรณดีขึ้นอะไร นางฟุบลงข้างสระ
"หรือว่าจะเป็นฉันที่คิดผิด นี่ไม่ใช่น้ำพุวิเศษเลย"
นางกลับมามองตัวเอง ก็ยังหน้าเดิม ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย อีกทั้งก็ไม่ได้ดูดีขึ้น แรงก็ไม่ได้มากขึ้น พูดตามตรงค่อนข้างผิดหวัง แต่ว่าลองคิดดู มิติมีอยู่จริงแท้แน่นอน
ไม่ว่ายังไง ในเรือนนี้มีทุกอย่าง อย่างน้อยตอนกลางคืนนางก็สามารถนอนในเรือนได้ ใช่แล้ว ในเรือนยังอาบน้ำได้ด้วย
ก็แค่ประเด็นเดียว ตอนนี้ยังไม่มีอาหาร ข้างนอกก็ไม่มี
ไม่ได้แล้ว หิวขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
หลินเยว่เยว่ก็ยังอยากออกไปหาอะไรกิน ถ้าไม่มีจริง ๆ ก็ไปยืมหน่อยแล้วกัน
ยังไงวันนี้ก็ทะเลาะกับจางกุ้ยเฟินไปแล้ว กลับไปบ้านแม่นางก็ไม่ให้อะไรตนกินหรอก
ออกจากมิตื เข้าครัว ให้ตายสิ หม้อเหล็กใบเดียวในครัวที่ใช้ทำกับข้าวยังถูกคนตระกูลหลินขนไปเลย
นี่มัน... อีกไม่นานนางจะต้องขนของที่ตระกูลหลินแย่งไปกลับคืนมาให้หมด