“ได้อยู่เป็นเพื่อนนักข่าวสวี่ทำงานทั้งวัน ความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่เลวเลย!”
ตอนเฮ่อหรานพูด สีหน้าเขาสงบนิ่ง ราวกับเตรียมใจไว้แล้วจริง ๆ ว่าจะนั่งเป็นเพื่อนเธอในออฟฟิศตลอดทั้งวัน
สวี่จินอันมองเขาอยู่สองวินาที
ความคิดหยอกล้อเล็ก ๆ ที่เพิ่งผุดขึ้นมาเพราะกังวลว่านัดนี้จะ “ไม่มีอะไรให้รายการถ่าย” พลันสลายไป
เธอก้มหน้า นิ้วค่อย ๆ หมุนปากกาลูกลื่นด้ามใหม่ที่เพิ่งได้รับ ริมฝีปากยกโค้งขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“งั้นก็ได้ค่ะ”
เสียงเบากว่าเมื่อครู่ไม่น้อย
เฮ่อหรานหันหน้ามา “อะไรนะ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ”
สวี่จินอันรีบเงยหน้า เปิดสมุดสัมภาษณ์อย่างจริงจัง “นักข่าวสวี่พร้อมทำงานแล้วค่ะ”
เฮ่อหรานมองเธอพลางยิ้ม แต่ไม่ได้ซักต่อ
เพียงรอยยิ้มนั้นหยุดอยู่บนตัวเธอครู่หนึ่ง ราวกับเดาคำที่เธอไม่ได้พูดออกมาได้เกือบหมดแล้ว
สวี่จินอันแสร้งทำเป็นไม่เห็น ทว่าในใจก็พลันอ่อนยวบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
แต่เธอยังนั่ง “ทำงาน” ไม่ถึงสิบนาที โอกาสลงพื้นที่ก็โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว
ตอนโทรศัพท์สายด่วนที่อยู่ไม่ไกลดังขึ้น บรรณาธิการเวรกำลังก้มหน้าจัดการข่าวแจ้งเบาะแสจากประชาชนหลายเรื่องที่เพิ่งได้รับมาเมื่อเช้า
เขารับสาย น้ำเสียงยังเป็นปกติเหมือนทุกที
“สวัสดีครับ ที่นี่สายด่วนข่าว เชิญเล่าได้เลยครับ ไม่ต้องรีบร้อน”
ผ่านไปไม่กี่ประโยค มือที่จับเมาส์ของเขาก็ชะงัก ร่างที่เดิมพิงพนักเก้าอี้อยู่พลันนั่งตัวตรงขึ้น
“ตอนนี้คุณอยู่ที่เกิดเหตุหรือเปล่าครับ?”
“อยู่ชั้นไหนครับ?”
“เขาถืออะไรอยู่ครับ?”
“มีใครบาดเจ็บไหมครับ?”
คนรอบ ๆ ยังคงทำงานของตัวเอง ไม่มีใครหยุดทั้งหมด แต่ผู้สื่อข่าวสองสามคนที่อยู่ใกล้ ๆ เริ่มเงยหน้าขึ้นมาทีละคน
นักข่าวเจิ้งวางสมุดบันทึกในมือลง แล้วเดินไปที่โต๊ะสายด่วน
ปลายสายคงกำลังพูดอย่างร้อนรน บรรณาธิการเวรฟังไปพลางรีบบันทึกสถานที่กับช่องทางติดต่อไว้ในระบบ
“อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้นะครับ แล้วก็อย่ายืนหน้าร้านเพื่อถ่ายวิดีโอ”
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนถามย้ำอีกครั้ง
“แจ้งตำรวจแล้วใช่ไหมครับ? ดีครับ เราขอจดชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ของคุณไว้ก่อน เดี๋ยวผู้สื่อข่าวอาจติดต่อไปอีกครั้ง”
