เช้าวันถัดมา ตอนตื่นขึ้นมาข้างนอกหน้าต่างก็สว่างมานานแล้ว
เมื่อคืนก่อนนอนเธอลืมรูดม่านให้สนิท ตรงกลางจึงเหลือช่องแคบ ๆ ไว้หนึ่งช่อง แสงยามเช้าส่องเฉียงเข้ามาจากตรงนั้น ลอดผ่านปลายเตียงไปทอดเป็นปื้นสว่างขอบคมชัดบนพรมสีอ่อน เครื่องปรับอากาศหยุดทำงานไปนานแล้ว ในห้องเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงเสียดสีแผ่วเบาของเนื้อผ้าม่านยามถูกลมพัด
สวี่จินอันนอนลืมตาอยู่พักหนึ่ง
สติยังไม่ทันหลุดพ้นจากความง่วง เหตุการณ์เมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาแจ่มชัดจากส่วนลึกของความทรงจำ เรียงแถวกันมาทีละเรื่องเสียก่อนแล้ว
เธอคว้าแขนเสื้อของเฮ่อหรานไว้
ถามเขาว่ากอดเธอหน่อยได้ไหม
แล้วในวินาทีถัดมาที่ถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนจริง ๆ เธอก็เด้งผึงออกมาอย่างรวดเร็วราวกับระบบกลับมาทำงานตามปกติ พยายามอธิบายอ้อมกอดครั้งนั้นว่าเป็นเพียงอาการสมองรวนชั่วคราว
ที่สำคัญที่สุดคือ ในบทสนทนาหลังจากนั้น ดูเหมือนเธอยังรับปากว่าจะไปพบพ่อแม่ของเฮ่อหรานคืนนี้ด้วย
สวี่จินอันจ้องเพดาน กะพริบตาช้า ๆ สองครั้ง
เมื่อคืนเธอรับปากไปได้อย่างไรกันนะ?
ในความทรงจำ หลังเฮ่อหรานพูดประโยค “หวังสิ” จบ ห้องนั่งเล่นก็เงียบไปพักใหญ่
เธอประคองแก้วน้ำไว้ ในใจยังมีคำถามมากมายที่ต้องไตร่ตรองให้ดี เช่น มื้ออาหารนี้ควรไปในฐานะอะไร พ่อแม่ของเฮ่อหรานรู้เรื่องมากแค่ไหน แล้วเธอควรรับมือกับผู้ใหญ่ทั้งสองที่ปักใจจากข่าวไปแล้วว่าเธอเป็นแฟนของลูกชายอย่างไร
แต่พอถึงตอนที่ได้พูดจริง ๆ คำถามเหล่านั้นกลับยังไม่ทันได้หยิบมาคุยกันอย่างละเอียดสักข้อ
สุดท้ายเธอเหมือนจะพูดแค่ประโยคเดียวว่า
“งั้นก็ไปสิ”
น้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับสิ่งที่รับปากไม่ใช่การไปพบครอบครัวที่มองเธอเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ แต่เป็นแค่การตอบรับคำเชิญไปกินมื้อค่ำธรรมดา ๆ เท่านั้น
