สวี่จินอันไม่ได้โต้แย้ง
ที่จริง ตอนแสดงมาถึงช่วงครึ่งหลังเมื่อครู่ เธอก็เริ่มสังเกตเห็นปัญหาอยู่ราง ๆ แล้ว
ในการแสดงรอบแรก เธอถ่ายทอดเสิ่นอู่ได้ชัดเจนเกินไป
เมื่อไรควรหลบสายตาน้องสาว ประโยคไหนควรเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วควรเผยร่องรอยของอารมณ์ที่กดเอาไว้ตรงไหนบ้าง เธอล้วนวางแผนไว้ครบถ้วน
หากแยกดูรายละเอียดแต่ละจุดก็ไม่มีอะไรผิด แถมยังทำได้สวยงามมากเสียด้วย ถ้าตัดเฉพาะส่วนของเสิ่นอู่ในฉากนี้ออกมา คนดูก็คงมองออกได้อย่างรวดเร็วว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีเรื่องปิดบังอยู่แน่
แต่เพราะแม่นยำเกินไป จึงกลับทิ้งร่องรอยของนักแสดงเอาไว้
ราวกับสวี่จินอันยืนอยู่ ณ จุดสิ้นสุดของเรื่องราวมานานแล้ว ได้เห็นความจริงทั้งหมด ก่อนจะย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิม ค่อย ๆ ซ่อนเบาะแสแต่ละชิ้นไว้ในแววตา จังหวะหยุด และลมหายใจของเสิ่นอู่
แต่เสิ่นอู่ไม่ใช่คนดูที่รู้คำตอบ
เธอเป็นเพียงคนที่เพิ่งกลับเข้ามาในอพาร์ตเมนต์เก่าหลังนี้อีกครั้ง หลังจากจากไปหนึ่งปี และกำลังเผชิญหน้ากับน้องสาวที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทที่สุด ทว่าตอนนี้กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มเข้าใกล้จากตรงไหน
คำพูดที่เธอเอ่ยไม่ออก ไม่ได้มีไว้สร้างปริศนา
เพียงแต่เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอย่างไร
สวี่จินอันก้มลงพลิกสคริปต์ ปลายนิ้วไล้ผ่านบทพูดสองสามบรรทัดเมื่อครู่ช้า ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า “เพราะอย่างนั้น ช่วงแรกเธอทำตัวธรรมดากว่านี้ได้สินะ”
เฉินอิ้งชิวพยักหน้า
“ใช่”
“ยิ่งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอถึงจุดที่เธอไม่อยากเผชิญหน้าจริง ๆ ความเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งทรงพลัง”
