เซี่ยมี่นั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ก่อนหน้านี้ตอนคุยกัน เถาหยาเคยเล่าว่าช่วงมัธยมปลายปีสองเป็นช่วงที่เธอกับแม่มีความสัมพันธ์แย่ที่สุด เพราะแม่ยืนกรานจะหาติวเตอร์ให้ ผลคือครูสอนพิเศษคนนั้นไม่เพียงหัวโบราณและชอบพูดจาเสียดสี แต่ยังคอยกดดันและดูถูกเธออยู่เสมอ
ที่สำคัญ ครูสอนพิเศษคนนี้ฉลาดมาก เขาไม่ใช้คำพูดดูถูกกันโต้ง ๆ แต่กดดันจิตใจเธอผ่านสายตา สีหน้า และน้ำเสียงบางอย่าง
อย่างเช่นเวลาเถาหาทำโจทย์ผิด เขาจะจงใจส่งเสียง “จิ๊” แล้วมองเธอด้วยสายตาดูแคลนและไม่แยแส
บางครั้งก็แสร้งถอนหายใจ พูดว่าเธอทำไมถึงไม่พัฒนาขึ้นเลย
แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังทนต่อแรงกดดันทางจิตใจในที่ทำงานได้ยาก ยิ่งเป็นเด็กวัยสิบกว่าขวบก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ด้วยนิสัยใจร้อนของเถาหยา เธอทนได้ไม่นานก็หมดความอดทน
แต่ปัญหาคือ คนอื่นมองไม่เห็นสายตาและคำพูดพวกนั้น พอเถาหยาทนไม่ไหวจนระเบิดอารมณ์ เล่าให้เฉิงเหยาฟัง ครูสอนพิเศษก็เปลี่ยนท่าทีเป็นคนขี้ขลาดและทำหน้าเหมือนไม่รู้อะไรด้วยซ้ำ
เถาหายิ่งโมโหกว่าเดิม
หลังจากเธอกับเฉิงเหยาทะเลาะกัน เฉิงเหยาถึงยอมเปลี่ยนครูสอนพิเศษให้ในที่สุด
แต่ช่วงหลายเดือนนั้นสำหรับเถาหยาแล้วแทบจะเป็นฝันร้าย
เพราะอย่างนั้นครั้งนี้ หลังใช้ลูกเต๋าตัดสินใจว่าจะเข้าไปในฝันของเถาหยา เซี่ยมี่จึงคิดว่าจะสวมรอยเป็นครูสอนพิเศษคนนั้นไปเลย แล้วช่วยลบความทรงจำช่วงนั้นของเถาหาเสีย
ครั้งนี้เธอยังใช้การ์ดเสริมพลังเพื่อยืดระยะเวลาในฝันด้วย ในความรู้สึกของเถาหยา ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาครึ่งเดือนกว่าแล้ว
ตลอดครึ่งเดือนกว่านี้ เซี่ยมี่สอนเธอไปด้วย เล่นเป็นเพื่อนเธอไปด้วย แถมยังช่วยแนะนำเรื่องร้องเพลงอีกต่างหาก เถาหยาจึงชอบพี่สาวติวเตอร์ที่อายุมากกว่าเธอไม่กี่ปีคนนี้อย่างรวดเร็ว พออยู่ต่อหน้าเซี่ยมี่ก็ว่าง่ายสุด ๆ มองไม่ออกเลยว่าเป็นเด็กตัวแสบที่ชอบตั้งแง่กับเฉิงเหยาทั้งวัน
