จวนจวนฟังเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใจ จึงก้มหน้ากระซิบกระซาบกับตุ๊กตาแป้งรูปกระต่ายในมือ
“ปะปา เมื่อก่อนคนรุ่นก่อนก็มีปุ๋ยมูลสัตว์ไม่ใช่หรือครับ” ก่อนหน้านี้ซือจินเฉินป่วยหนัก แทบจะลุกจากเตียงไม่ได้ เรื่องพวกนี้เจียงเจ้อจึงเล่าให้เขาฟังราวกับนิทาน
“มีปุ๋ยมูลสัตว์อยู่ครับ แต่เกรงว่าประสิทธิภาพจะสู้ปุ๋ยเคมีจากตะวันตกไม่ได้” เจียงเจ้อตอบพลางมองคุณชายของตน
ซือหมิงมองคุณท่านซืออาวุโสกับซือเทียน “มามา พวกคุณคิดอย่างไร”
“ลองดูก็รู้แล้ว ถ้าสำเร็จ เราก็จะหลุดพ้นจากการถูกตระกูลหลิวใช้เรื่องนี้มาบีบบังคับในอนาคต ถ้าล้มเหลวก็ไม่ได้เสียหายอะไร ทุกปีเรายังเสียมากกว่านี้เสียอีก”
คุณท่านซืออาวุโสยิ้มบาง ๆ
“ผมเห็นด้วยกับความคิดของมามา ลองดูก็ไม่ได้มีข้อเสียอะไร นอกเมืองเป่ยหยางมีที่ดินว่างเปล่าตั้งมากมาย ถ้าไม่เพาะปลูกก็เสียเปล่าไม่ใช่หรือ” ซือเทียนยิ้มพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ดี พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ผมจะรับสมัครคนงาน” ซือหมิงหันไปหาเจียงเจ้อ “เจียงเจ้อ ต่อไปเรื่องไร่นายกให้คุณรับผิดชอบ ส่วนไป๋หลิงให้ดูแลคุณหนูกับคุณชาย”
“ครับ ผู้บัญชาการทหาร” เจียงเจ้อทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า
ถ้าทำเรื่องนี้สำเร็จ เขาก็จะได้ตอบแทนบุญคุณผู้บัญชาการทหารเสียที
ไป๋หลิงก้มหน้าลงอย่างผิดหวัง ทว่าจู่ ๆ ฝ่ามือก็อุ่นขึ้น พอหันไปก็เห็นจวนจวนจับมือเธออยู่
“พี่ไป๋หลิง จวนจวนง่วงแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นฉันพาคุณหนูกลับไปนอนนะคะ” ไป๋หลิงคำนับทุกคน ก่อนพาจวนจวนขึ้นไปชั้นบน
