ผีร้ายพุ่งเข้ามาประชิดกะทันหัน ทำเอาฟางหลินอันสะดุ้งเฮือก เขาถอยหลังตามสัญชาตญาณ พอรู้ว่าลู่ฉางเสวี่ยถามอะไร ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที “นั่นอาจารย์อาน้อยของฉันนะ! อย่าว่าแต่จะเหมาะกับที่รักตัวเหม็นของเธอเลย ต่อให้เป็นเจ้าหญิงสมัยโบราณก็ยังเหมาะ!”
“แล้วเขาชื่ออะไรล่ะ?” อวิ๋นเจี้ยนเยว่เองก็อยากรู้เหมือนกัน
“ซืออู๋มิ่ง” ฟางหลินอันบ่นงึมงำ แต่สุดท้ายก็ขายอาจารย์อาน้อยของตัวเองจนได้
อวิ๋นเจี้ยนเยว่จุ๊ปาก “ชื่อนี้ฟังแล้วไม่เป็นมงคลเลยแฮะ”
ฟางหลินอันกำลังจะระเบิดอารมณ์ บอกว่าชื่ออาจารย์อาน้อยของเขาไม่ได้ไม่เป็นมงคลสักหน่อย แต่จู่ ๆ แรงอาฆาตในห้อง 404 ก็หายวับไปจนหมดสิ้น
“โห เก่งชะมัด เขาเพิ่งเข้าไปนานแค่ไหนเอง? สามนาทีถึงหรือยัง?” ลู่ฉางเสวี่ยตกตะลึง อดคิดไม่ได้ว่าถ้าต้องเผชิญหน้ากับซืออู๋มิ่ง เธอจะยื้อได้นานแค่ไหน
ลองคำนวณดูแล้ว ลู่ฉางเสวี่ยคิดว่าอย่างมากก็หนึ่งนาที
แต่ความจริงเธอยังประเมินตัวเองสูงไปด้วยซ้ำ เพราะซืออู๋มิ่งใช้เวลาเดินเข้าไปตั้งสองนาที ส่วนจัดการผีร้ายระดับเอส เขาใช้เวลาแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น
พอได้ยินแบบนั้น ฟางหลินอันก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ราวกับคนที่ลู่ฉางเสวี่ยชมไม่ใช่ซืออู๋มิ่ง แต่เป็นตัวเขาเอง “แน่นอนอยู่แล้ว อาจารย์อาน้อยของฉันเป็นอัจฉริยะของวงการศาสตร์ลี้ลับทั้งวงการ! รู้ไหมว่าอัจฉริยะเป็นยังไง?”
ขณะที่ฟางหลินอันกำลังพูดชมซืออู๋มิ่งไม่หยุด ก็มีชายชุดดำสองคนเดินเข้ามา ทั้งคู่เอวคอดขายาว
ชายคนหนึ่งแสดงบัตรประจำตัว “พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามเรื่องเหนือธรรมชาติ รบกวนไปกับพวกเราสักรอบนะครับ”
หน่วยงานปราบปรามเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นตรงกับส่วนกลาง และมีสาขาอยู่ในทุกเมือง แต่คนทั่วไปไม่รู้เรื่องนี้ แม้แต่ในหน่วยงานราชการเอง คนที่รู้ความจริงก็มีเพียงหยิบมือ
สาขาเมืองเออยู่ในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งใจกลางเมือง โดยชั้นบนสุดทั้งชั้นเป็นพื้นที่ทำงานของหน่วยงานปราบปรามเรื่องเหนือธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการวางค่ายกลพิเศษเอาไว้ คนธรรมดาจึงเข้าไปไม่ได้
อวิ๋นเจี้ยนเยว่กับลู่ฉางเสวี่ยถูกแยกขังไว้ในห้องสอบสวน ชายสองคนที่พาพวกเธอกลับมาเมื่อครู่แยกกันสอบปากคำทั้งคู่
ชายสองคนนั้นชื่อไช่เจ๋ออวี่กับตู้หมิงฮ่าว คนที่สอบปากคำอวิ๋นเจี้ยนเยว่คือไช่เจ๋ออวี่
อวิ๋นเจี้ยนเยว่ให้ความร่วมมือ เล่าเรื่องราวทั้งหมดตามตรง ส่วนลู่ฉางเสวี่ยไม่ค่อยมีหัวคิด เลยเททุกอย่างออกมาหมด รวมถึงเรื่องที่หวังฮุยหั่นร่างเธอเป็นชิ้น ๆ ด้วย
หลังสอบปากคำเสร็จ ไช่เจ๋ออวี่กับตู้หมิงฮ่าวก็กลับไปที่ห้องทำงาน แล้วเห็นซืออู๋มิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่วนฟางหลินอันยืนอยู่ตรงหน้าเขา ทำท่าเหมือนเด็กที่ทำผิดมา
“เขาก็แค่รุ่นน้องเอง ทำไมต้องดุขนาดนั้นด้วย” ตู้หมิงฮ่าวยิ้มร่า เดินเข้าไปหมายจะตบบ่าซืออู๋มิ่งแล้วช่วยพูดให้ฟางหลินอัน แต่พอสบเข้ากับดวงตาไร้อารมณ์ของซืออู๋มิ่ง เขาก็ชักมือกลับอย่างเก้อเขิน “รุ่นน้องก็ต้องสั่งสอนให้ดีสิ ไม่งั้นถ้าก่อเรื่องใหญ่โตขึ้นมาจะยุ่งเอา”
ฟางหลินอันจ้องตู้หมิงฮ่าวอย่างคับแค้น “นายกับฉันก็รุ่นเดียวกัน แล้วจะเห่าหาอะไร?”
ตู้หมิงฮ่าวยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฉันเป็นเพื่อนร่วมงานกับอาจารย์อาน้อยของนาย แบบนี้ก็เท่ากับฉันเลื่อนรุ่นขึ้นมาน่ะสิ?”
“พอได้แล้ว ทางนายเป็นยังไงบ้าง? ปากคำของผีร้ายระดับเอที่จับได้เป็นยังไง?” ไช่เจ๋ออวี่เป็นพวกบ้างาน สนใจแต่งานอยู่ตลอดเวลา
พอพูดถึงเรื่องงาน ตู้หมิงฮ่าวก็กลับมาจริงจัง เขาเทียบปากคำกับไช่เจ๋ออวี่แล้วพบว่าเรื่องที่อวิ๋นเจี้ยนเยว่กับลู่ฉางเสวี่ยเล่าแทบไม่ต่างกัน จะมีก็แค่ฝั่งลู่ฉางเสวี่ยที่มีรายละเอียดเรื่องถูกหั่นร่างเพิ่มเข้ามา
“แปลกแฮะ ตามหลักแล้วผีร้ายที่เพิ่งถือกำเนิดไม่น่าจะมีสติรู้ตัวชัดเจนขนาดนี้ ลู่ฉางเสวี่ยคนนี้ไม่เพียงมีสติแจ่มชัด แต่ยังคุยกับฉันได้อย่างใจเย็น ไม่เห็นมีท่าทีเหมือนผีร้ายเลยสักนิด” ตู้หมิงฮ่าวจับคาง คิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ
ไช่เจ๋ออวี่ทบทวนเนื้อหาในปากคำอีกครั้ง แล้วสังเกตเห็นเรื่องหนึ่ง “ตอนที่ลู่ฉางเสวี่ยกลายเป็นผีร้าย สติของเธอยังเลอะเลือน รู้แค่ว่าต้องหาคนมาเย็บร่างตัวเองเข้าด้วยกันแล้วแก้แค้น แต่ช่วงที่เธอมีสติแจ่มชัดจริง ๆ คือหลังจากเจออวิ๋นเจี้ยนเยว่”
“อีกอย่าง ทำไมลู่ฉางเสวี่ยถึงกลายเป็นผีร้ายล่ะ? คดีหั่นศพในแต่ละปีไม่ต้องพูดถึงเป็นพัน แค่หลักสิบหลักร้อยก็มี คนที่ตายอย่างน่าสลดกว่าลู่ฉางเสวี่ยมีถมไป แต่คนพวกนั้นไม่ได้กลายเป็นผีร้าย แล้วทำไมลู่ฉางเสวี่ยถึงกลายเป็นผีร้ายทันทีหลังตายได้?” ตู้หมิงฮ่าวสงสัย
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงง ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองซืออู๋มิ่งที่เงียบมาตลอด แล้วถามขึ้นพร้อมกัน “นายรู้ไหม?”
ซืออู๋มิ่งส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน
ตู้หมิงฮ่าวพลิกดูเอกสารอีกครั้ง เป็นข้อมูลของทั้งสองคนที่ซืออู๋มิ่งเพิ่งดึงออกมาจากคอมพิวเตอร์เมื่อครู่
พอเห็นหน้ารองสุดท้าย ตู้หมิงฮ่าวก็ขมวดคิ้ว “เมื่อหนึ่งปีก่อน ลู่ฉางเสวี่ยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนั้นเธอกับอวิ๋นเจี้ยนเยว่อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ปริมาณเลือดสำรองในอำเภอนั้นไม่พอพอดี แถมทั้งคู่ยังมีกรุ๊ปเลือดเอเหมือนกัน ลู่ฉางเสวี่ยเลยได้รับเลือดจากอวิ๋นเจี้ยนเยว่ไป 400 มิลลิลิตร”
“หมายความว่าในร่างของลู่ฉางเสวี่ยมีเลือดของอวิ๋นเจี้ยนเยว่อยู่เหรอ?” ฟางหลินอันตบขาตัวเองดังเพียะ “ฉันจำได้ว่าเคยเห็นหนังสือเล่มหนึ่งในหอเก็บตำราของสำนักหลิงซี เหมือนจะบันทึกเรื่องแบบนี้ไว้ งั้นฉันกลับไปค้นที่สำนักหลิงซีดีไหม?”
“ได้ เรื่องนี้ฝากนายจัดการแล้วกัน” ไช่เจ๋ออวี่พยักหน้า ในฐานะหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการที่สองของสาขาเมืองเอ เขามีอำนาจอนุมัติเรื่องแค่นี้อยู่แล้ว
ฟางหลินอันยังไม่รีบไป แต่ถามขึ้นว่า “แล้วพวกนายจะจัดการลู่ฉางเสวี่ยยังไง?”
ตามระเบียบของหน่วยงานปราบปรามเรื่องเหนือธรรมชาติ หากผีร้ายไม่ได้คร่าชีวิตใคร พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์กักขังหรือกำจัดผีร้าย
พูดกันตามตรง เรื่องผีสางเป็นหน้าที่ของโลกใต้พิภพ ตราบใดที่พวกมันไม่ออกมาสร้างความวุ่นวายในโลกมนุษย์ ก็เป็นงานของคนพายเรือข้ามฟาก
ถ้าพวกเขาบุ่มบ่ามเข้าไปยุ่งเรื่องของโลกใต้พิภพ ไม่แน่ว่าอาจทำให้คนผู้นั้นในโลกใต้พิภพผูกใจเจ็บเอาได้
แต่ถึงอย่างนั้น ลู่ฉางเสวี่ยก็เป็นผีร้ายระดับเอ ตอนนี้เธอไม่ฆ่าคน แล้วใครจะรับประกันได้ว่าในอนาคตเธอจะไม่ฆ่าคน?
ทุกวันนี้คนพายเรือข้ามฟากมีน้อย เจ้าหน้าที่โลกใต้พิภพก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ คิวกลับชาติมาเกิดของคนพวกนั้นต้องรอไปอีกหลายสิบปี ใครจะรู้ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะจับผีร้ายระดับเออย่างลู่ฉางเสวี่ยลงไปได้เมื่อไร?
ขณะที่ทุกคนกำลังลำบากใจ ซืออู๋มิ่งก็พูดขึ้นกะทันหัน “ลู่ฉางเสวี่ยน่าจะอยู่ห่างจากอวิ๋นเจี้ยนเยว่เป็นเวลานานไม่ได้ สติสัมปชัญญะของเธอส่วนใหญ่มาจากอวิ๋นเจี้ยนเยว่”
“หืม? เป็นแบบนั้นเหรอ?” ไช่เจ๋ออวี่งงไปนิดหน่อย
ซืออู๋มิ่งไม่พูดอะไรอีก ลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ เดินออกไป ทั้งที่เป็นชายหนุ่มแท้ ๆ แต่กลับเดินเหมือนคนใกล้หมดอายุขัย
“จะไปไหน?” ไช่เจ๋ออวี่ถาม
“เลิกงานแล้ว”
พูดจบ ซืออู๋มิ่งก็แตะบัตรลงเวลาเลิกงาน เขาสะบัดแขนเสื้อจากไป ไม่เอาอะไรติดมือไปสักชิ้น
ตอนนั้นนาฬิกาชี้เวลาแปดโมงเช้า ต่อให้ทำงานกะดึกก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว
เห็นอาจารย์อาน้อยของตัวเองไปแล้ว ฟางหลินอันก็รีบเผ่นตามไป เหลือแค่ไช่เจ๋ออวี่กับตู้หมิงฮ่าว สองคนดวงซวยที่ต้องทำงานล่วงเวลาต่อ
หลังจากทดสอบอยู่พักหนึ่ง พวกเขาพบว่าถ้าลู่ฉางเสวี่ยแยกจากอวิ๋นเจี้ยนเยว่นานเกินสามชั่วโมง เธอจะเริ่มเสียสติและมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงเหมือนผีร้ายทั่วไป
พวกเขาบอกเรื่องนี้กับอวิ๋นเจี้ยนเยว่ และกำชับว่าอย่าอยู่ห่างจากลู่ฉางเสวี่ยมากเกินไป
แต่อวิ๋นเจี้ยนเยว่กลับไม่รีบร้อนจะไป เธอยังมีเรื่องอยากถามอีกตั้งเยอะ
“โธ่ คุณป้า ช่วยกลับไปก่อนเถอะ พวกเราสองคนก็ต้องเลิกงานเหมือนกันนะ” ตู้หมิงฮ่าวง่วงจนปวดหัว
อวิ๋นเจี้ยนเยว่ยิ้มหวาน ถ้าไม่รู้คงนึกว่าเธอต่างหากที่เป็นหัวหน้าของสองคนนี้ “ฉันมีคำถามอีกแค่ไม่กี่ข้อ ตอบเสร็จแล้วพวกคุณก็เลิกงานได้”
