หลังรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผีร้ายตนนี้กับหวังฮุย ฟางหลินอันก็สูดลมหายใจเฮือก
มิน่าล่ะ ผีร้ายชุดแดงถึงได้มีแรงอาฆาตหนักหนาขนาดนี้ ที่แท้ก็ถูกลูกชายแท้ ๆ ฆ่าตายนี่เอง! ถ้าความแค้นของคนธรรมดาที่ถูกคนแปลกหน้าฆ่าตายมีค่าเท่ากับ 100 งั้นแม่แท้ ๆ ที่ถูกลูกชายฆ่าก็คงมีความแค้นอย่างน้อย 10,000!
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี พ่อแม่ที่ถูกลูกแท้ ๆ ฆ่าตายในโลกนี้มีไม่มากก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี ทำไมแม่ของหวังฮุยถึงกลายเป็นผีร้ายระดับเอสได้ล่ะ?
ฟางหลินอันกัดปลายนิ้วจนเลือดซิบ แล้วประสานมือร่ายคาถา “ด้วยพลังของฉัน ขออัญเชิญเทพเจ้า เนตรสวรรค์ จงเปิด!”
แสงสีทองจาง ๆ วาบผ่าน ดวงตาทั้งสองข้างของฟางหลินอันพลันแจ่มชัดขึ้น เขามองไปยังผีร้ายชุดแดง แล้วเห็นหมอกสีเลือดสายหนึ่งแทรกอยู่ท่ามกลางไอแค้นสีดำที่ทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
นั่นมัน...พลังเทพชั่วร้าย!
ผีร้ายตนนี้เกี่ยวข้องกับเทพชั่วร้าย!
“แกทำอะไรอยู่?” ผีร้ายชุดแดงสังเกตเห็นท่าทางของฟางหลินอัน สีหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย “ที่แท้ก็เป็นนักพรตนี่เอง ในเมื่อพวกแกบุกเข้ามาแล้ว วันนี้ก็อย่าหวังว่าจะมีใครได้ออกไป!”
เสียงกรีดร้องแหลมบาดหูของผีสาวชุดแดงดังขึ้น ฟางหลินอันกระอักเลือดออกมาคำโต เรี่ยวแรงและจิตวิญญาณทั่วร่างราวกับถูกสูบออกไปในพริบตา เขารีบหยิบยันต์ออกมาแปะลงบนตัว แล้วไม่ลืมตะโกนบอกอวิ๋นเจี้ยนเยว่
“มันกำลังสูบพลังชีวิตของพวกเรา รีบหนี!”
ตอนนี้ลู่ฉางเสวี่ยในสภาพผีแปะติดอยู่บนกำแพง ตัวสั่นงันงก ไอแค้นเล็กน้อยที่มีอยู่เทียบกับผีสาวชุดแดงแล้วไม่ต่างอะไรกับผายลม ที่แย่กว่านั้นคือไอผีบนตัวเธอกำลังถูกผีสาวชุดแดงสูบไปอย่างควบคุมไม่ได้
ถ้าไอผีถูกสูบไปจนหมด เธอก็จะตายสนิทจริง ๆ!
“ที่รัก รีบหนีไป ยายแก่นี่โหดชะมัด เดี๋ยวฉันช่วยถ่วงเวลาให้ รีบหนีไปเลย” ลู่ฉางเสวี่ยกัดฟัน อย่างไรเธอก็เป็นผีอยู่แล้ว ต่อให้ตายอีกครั้งก็ยอม แต่จะปล่อยให้เพื่อนซี้ตายไม่ได้
ลู่ฉางเสวี่ยพุ่งตัวออกไปเหมือนลูกกระสุนอีกครั้ง แต่คราวนี้ผีร้ายชุดแดงแค่ยกมือก็จับหัวเธอไว้ได้
เสียงกร๊อบดังขึ้น ผีร้ายชุดแดงกระชากหัวของลู่ฉางเสวี่ยหลุดออกมาอย่างแรง แล้วโยนลงพื้น
ผีร้ายชุดแดงแค่นเสียงเย็นชา ราวกับกำลังบอกว่า แค่นี้เองเหรอ?
ร่างของลู่ฉางเสวี่ยลนลานก้มลงไปเก็บหัว “อ๊า! หัวฉันหลุดอีกแล้ว!”
“เพี๊ยะ!”
เสียงฝ่ามือฟาดแก้มดังสนั่นอีกครั้ง
อวิ๋นเจี้ยนเยว่กัดฟันกรอด “แกนี่มัน...รู้ไหมว่าฉันใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเย็บหัวเธอติด? แล้วแกยังมาดึงหลุดแบบนี้เนี่ยนะ?”
“ยิ่งเธอตบมันก็ยิ่งโมโหนะ! รีบหนี!” ฟางหลินอันตะโกนจบก็พ่นเลือดออกมาอีกคำโต ยันต์พวกนั้นหยุดผีสาวชุดแดงตอนใช้พลังเต็มที่ไม่ได้เลย
หลังโดนตบติดกันสองฉาด ผีร้ายชุดแดงก็คลุ้มคลั่งอย่างสิ้นเชิง เธอยกมือขึ้นหมายจะตบกลับ แต่ทันทีที่วาดมือออกไป ก็มีเสียงเลื่อยไฟฟ้าสตาร์ตดังขึ้น
วินาทีต่อมา ท่อนแขนของผีสาวชุดแดงก็ร่วงลงพื้นดังตุบ
ลู่ฉางเสวี่ยเพิ่งเสียบหัวกลับเข้าคอได้อย่างทุลักทุเล พอหันมาก็เห็นอวิ๋นเจี้ยนเยว่ถือเลื่อยไฟฟ้าตัดแขนผีร้ายชุดแดงขาด
“เธอไปเอาเลื่อยไฟฟ้ามาจากไหนเนี่ย!” ลู่ฉางเสวี่ยกรีดร้องอย่างเสียสติ “ฉันจะแจ้งตำรวจจริง ๆ แล้วนะ เชื่อไหม!”
อวิ๋นเจี้ยนเยว่ลองชั่งน้ำหนักเลื่อยไฟฟ้า ก่อนเผยรอยยิ้มสดใสจนเห็นฟันขาวให้ลู่ฉางเสวี่ย พร้อมยกนิ้วโป้งให้ “เจอซ่อนไว้ใต้เตียงของหวังฮุย น่าจะเป็นเลื่อยที่เอาไว้หั่นเธอเป็นชิ้น ๆ ใช้ดีเกินคาดเลย”
ลู่ฉางเสวี่ย: ?
ฟางหลินอัน: ?
ฟางหลินอันกับลู่ฉางเสวี่ยยังไม่ทันได้ตั้งตัว อวิ๋นเจี้ยนเยว่ก็เหวี่ยงเลื่อยไฟฟ้าฟันหัวผีสาวชุดแดงขาดกระเด็นอย่างคล่องแคล่ว
ตามด้วยแขนอีกข้าง น่อง ต้นขา ลำตัว...
เพียงไม่กี่นาที ผีสาวชุดแดงก็ถูกอวิ๋นเจี้ยนเยว่หั่นเป็นชิ้น ๆ
ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นยังคงกระดุกกระดิกไม่หยุด อวิ๋นเจี้ยนเยว่เท้าเอว มองชิ้นส่วนเหล่านั้นจากที่สูงแล้วถุยน้ำลาย “ยังกล้ามาทำลายผลงานที่ฉันอุตส่าห์ทำอีก แกนี่มันสมควรตายจริง ๆ”
เมื่อผีร้ายชุดแดงถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ สีหน้าของฟางหลินอันก็ดีขึ้นในที่สุด
“มันเป็นผีร้ายระดับเอส ฟื้นฟูร่างกายได้ รีบพาคนชั่วนั่นหนีไปก่อนที่มันจะฟื้นตัว!” ฟางหลินอันลุกขึ้นอย่างโซเซ ตั้งใจจะไปแบกหวังฮุย
แต่ลู่ฉางเสวี่ยพุ่งไปขวางหน้าเขาในพริบตา “นายยังจะช่วยมันอีกเหรอ?”
“มันฆ่าคน กฎหมายจะลงโทษมันเอง ตอนนี้เธอยังไม่ได้พรากชีวิตใคร ถ้ามือเปื้อนเลือดคนขึ้นมา สิ่งที่รอเธออยู่ก็มีแต่ดวงวิญญาณแตกสลาย!” ฟางหลินอันดูออกว่าลู่ฉางเสวี่ยไม่ใช่ผีร้ายที่ชั่วช้าสุดขีด จึงพยายามพูดเหตุผลกับเธอ
“พวกนายสองคนจะเถียงอะไรกัน รีบหนีเร็ว!” อวิ๋นเจี้ยนเยว่คว้าแขนลู่ฉางเสวี่ยแล้วลากวิ่งออกไป “มันต่อร่างตัวเองกลับมาแล้ว เร็วชะมัด! เลื่อยไฟฟ้าหมดแบตแล้ว ฉันฟันมันรอบสองไม่ไหว!”
ฟางหลินอันรีบแบกหวังฮุยแล้ววิ่งตามออกไป
พวกเขาวิ่งกันเร็วมาก ชั่วพริบตาก็ลงมาถึงชั้นล่างแล้ว
แต่ทันใดนั้น ของเหลวสีดำก็ไหลทะลักออกมาจากห้อง 404 อย่างรวดเร็ว พุ่งมาขวางหน้าพวกอวิ๋นเจี้ยนเยว่ด้วยความเร็วที่ฝืนกฎฟิสิกส์
ของเหลวสีดำพุ่งขึ้นจากพื้น ก่อตัวเป็นม่านโปร่งแสงสีเทาดำที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านพักอาศัย
“แดนผี!” ฟางหลินอันร้อนใจสุดขีด หากถูกผีร้ายชุดแดงขังไว้ในแดนผี พวกเขาก็มีแต่ต้องปล่อยให้มันเชือดตามใจชอบ
แดนผีหุบเข้าหากันเป็นครึ่งวงกลมด้วยความเร็วสูง อวิ๋นเจี้ยนเยว่เตะม่านไปสองที แต่มันกลับไม่ไหวติง
เว้นแต่ตอนนี้พวกอวิ๋นเจี้ยนเยว่จะบินได้ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางหนีออกจากแดนผีไปได้แน่
แดนผีกำลังจะหุบเข้าหากันกลางอากาศ กลายเป็นแดนผีที่สมบูรณ์
เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินมาจากระยะไกลอย่างรวดเร็ว เมื่อบินถึงจุดที่แดนผีกำลังจะปิดสนิท ร่างผอมเพรียวร่างหนึ่งก็กระโดดลงมาจากเฮลิคอปเตอร์
ชายคนนั้นสวมเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขายาวสีดำ ผมสั้นสีหมึกปลิวเปิดออกตามแรงโน้มถ่วงและกระแสลม ภายใต้แสงจันทร์มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติราวกับผลงานของเทพเจ้า
สีหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ มือถือดาบถังอันคมกริบที่สะท้อนประกายเย็นเยียบ
ด้านบนของแดนผีมีช่องว่างเหลืออยู่เพียงขนาดเท่ากำปั้น ดาบถังเล่มนั้นแทงเข้าไปในช่องว่างได้อย่างแม่นยำ
ชายหนุ่มจับดาบด้วยมือเดียว แล้วออกแรงกระชากลงมา แดนผีที่เดิมแข็งแกร่งไร้เทียมทานถูกกรีดเปิดออกด้วยกำลังอย่างรุนแรง!
“กร๊อบ”
เสียงดังคล้ายกระจกแตกก้องขึ้น แดนผีทั้งผืนก็พังทลายลงทันที
ฟางหลินอันเห็นว่าใครมา ก็สะอื้นพลางวิ่งเข้าไปหา “อาจารย์อาน้อย!”
ชายหนุ่มเบี่ยงตัวเล็กน้อย หลบอ้อมกอดที่ฟางหลินอันโผเข้ามากอดด้วยความตื่นเต้น
ลู่ฉางเสวี่ยยืนนิ่ง น้ำลายไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว “ที่รัก หล่อ...หล่อมาก”
“ให้มันน้อย ๆ หน่อย” อวิ๋นเจี้ยนเยว่พูดพลางเช็ดน้ำลายที่มุมปากของตัวเอง แล้วพึมพำเสียงเบา “ก็หล่ออยู่จริง ๆ เมื่อกี้นี่ฉันขอยกให้เป็นราชาแห่งความเท่เลย”
ฟางหลินอันที่ถูกหลบกอดรู้สึกเจ็บใจนิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาเสียใจ เขารีบเล่าเรื่องที่เจอให้อาจารย์อาน้อยฟัง
หลังฟังฟางหลินอันเล่าจบ ชายหนุ่มก็พูดเพียงสามคำ ก่อนหมุนตัวเดินไปยังชั้นอาคารที่เต็มไปด้วยไอแค้น
“เข้าใจแล้ว”
ลู่ฉางเสวี่ยพุ่งไปข้างฟางหลินราวกับผี แล้วจ้องแผ่นหลังของชายหนุ่มพลางถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “เขาชื่ออะไร มีแฟนหรือยัง? ฉันว่าเขาพอจะคู่ควรกับที่รักของฉันอยู่นะ!”
