จากหมู่บ้านตระกูลเจียงไปอำเภอหลาน หากเดินเท้าต้องใช้เวลาสองชั่วยาม แต่หากนั่งรถม้า ใช้เวลาเพียงชั่วยามกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว
ประตูเมืองอำเภอสูงตระหง่าน ห่วงทองแดงเป็นรูปหัวสัตว์ ชายคางอนเชิดขึ้น ทหารสองนายสวมเกราะสะพายกระบี่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู นายหนึ่งตะโกนว่า “เข้าเมืองจ่ายเงิน คนละสองอีแปะ! รถม้ายี่สิบอีแปะ!”
ผู้คนขวักไขว่ คนที่เข้าเมืองมีไม่น้อย หลายคนเป็นพ่อค้าเร่แบกหาบ
เจียงหลีเห็นทหารตรวจสินค้าทีละคน แล้วเก็บเงินจากพ่อค้าเร่แยกต่างหากอีกด้วย
ต้าเฉียนให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมและกดขี่การค้า ภาษีการค้าสูงลิ่ว พ่อค้าใหญ่ย่อมใช้ชีวิตสุขสบาย แต่พ่อค้าเร่ตัวเล็ก ๆ อย่างพวกนี้กลับมีชีวิตแย่กว่าชาวนาเสียอีก
ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ ในที่สุดก็ถึงคิวพวกเขา เจียงเฟิงหยิบเงินยี่สิบอีแปะยื่นให้ทหาร อีกนายเปิดม่านรถม้าดู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสินค้าแล้วจึงพยักหน้า โบกมือกล่าวว่า “ยามโหย่วปิดประตูเมือง กลางคืนห้ามออกนอกบ้าน!”
เจียงเฟิงกระตุกบังเหียน รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไป
เจียงโย่วเชียนอดหันกลับไปมองถุงเงินตุง ๆ ที่เอวของทหารทั้งสองนายไม่ได้ “หมั่นโถวตั้งยี่สิบลูกหายไปแบบนี้เลย! กำไรดีเกินไปแล้วกระมัง!”
เจียงหลีก็รู้สึกว่ากำไรดี เพียงเก็บเงินที่นี่วันเดียว เงินเกณฑ์แรงงานสิบตำลึงของท่านปู่ก็หาได้ครบแล้ว
มิน่าเล่า คนยุคโบราณถึงอยากเป็นขุนนางกันนัก แค่ภาษีประตูเมืองนี่ ขุนนาง เจ้าหน้าที่ และผู้เข้าสอบก็ได้รับการยกเว้นแล้ว
ชิวเหนียงกับเจียงโย่วเฉินไม่ได้คิดมากอย่างนั้น ทั้งสองเปิดม่านรถม้าคนละข้าง ดวงตาสี่คู่จ้องมองอำเภออย่างไม่อยากกะพริบ
ผู้คนหลั่งไหลราวสายน้ำ รถม้าคึกคักจอแจ แม้แต่ถนนสายหลักก็ไม่ใช่ถนนดิน หากปูด้วยแผ่นศิลาสีเขียว
