เจียงโย่วอันนั่งหลังตรงอย่างเคร่งขรึม บทเรียนที่อาจารย์สอนมาจนถึงตอนนี้ เขาท่องได้ขึ้นใจจนกลับหัวกลับหางยังท่องได้ ปากก็ท่องบทเรียน สมองก็ครุ่นคิดถึงความหมาย ทั้งยังขบคิดอยู่ว่าอาจารย์จะตั้งโจทย์แบบใด แล้วเขาจะจับประเด็นและขยายความต่ออย่างไร…
เจียงโย่วเชียนที่ยังหลับฝันหวานไม่รู้เลยว่าพี่ชายใหญ่ของตนขยันขันแข็งเพียงใด นางยังคงฝันถึงภูเขาทองทะเลเงินของตัวเองอยู่
น้ำลายหยดลงบนปลอกหมอน
จากนั้นนางก็รู้สึกว่าลำคอถูกกระชากอย่างแรง ร่างทั้งร่างพลันถูกดึงให้ลุกขึ้น
เจียงโย่วเชียนลืมตาพรึ่บ ก็สบเข้ากับรอยแผลเป็นยาวน่าสยดสยองข้างดวงตาของบิดา ตกใจจนสะดุ้งโหยง
“ออกมากินข้าว” เจียงเฟิงทิ้งคำพูดไว้ประโยคเดียวแล้วเดินจากไป
สำหรับบุตรชายคนรองคนนี้ เขาก็จนปัญญาอยู่บ้าง
ตอนส่งบุตรชายคนโตไปเรียนที่สำนักศึกษา เขาก็ส่งบุตรชายคนรองกับคนเล็กไปด้วย
คนละสองตำลึงเงินต่อเดือน เขาเองก็เก็บเงินไว้ได้บ้าง มิใช่ว่าจะเลี้ยงไม่ไหว
แต่บุตรชายคนรองกับคนเล็กไม่เคยไปสำนักศึกษาเลยสักครั้ง ต่อให้เขาลากทั้งสองไปจนถึงสำนักศึกษา พอเขาคล้อยหลัง ทั้งคู่ก็พากันหนีกลับมาอีก
ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง เขาก็เหนื่อยใจ ในเมื่อไม่ใช่คนที่เหมาะกับการเรียนหนังสือ จะตีให้ตายก็ไม่ใช่วิธี
เขาจึงคิดจะสอนทั้งสองคนฝึกยุทธ์ แต่บุตรชายคนเล็กยืนท่าฝึกได้ไม่นานก็ร้องไห้ ใบหน้าที่เหมือนมารดาผู้ล่วงลับแทบทุกส่วน ยิ่งร้องก็ยิ่งทำให้เขาปวดใจ เรื่องฝึกยุทธ์จึงต้องเลิกราไปเช่นนั้น
บุตรชายคนรองไม่ร้องไห้ แต่กลับเอาแต่หลบหนี ทั้งวันไม่ยอมกลับบ้าน จะตามหาตัวทีก็ต้องเสียเวลาครึ่งค่อนวัน
พอคิดว่าบุตรชายสองคนนี้โตขึ้นจะทำมาหากินอะไรได้ เขาก็อยากถอนหายใจ
