คนที่รู้คงคิดว่าไปเก็บขยะ แต่ถ้าไม่รู้คงนึกว่าไปซื้อของเข้าร้าน
“หินพลังงานระดับ 3?”
“วัสดุระดับ 2?”
“สภาพใหม่ตั้ง 80% เอาไปใช้ได้เลย!”
“แค่กวาดตามองก็เจอของแล้วเหรอ? พวกเธอสองคนไปปล้นมาหรือไง?”
“สืออันนี่เก่งจริง ๆ ที่นั่นมีคนคุ้ยกันไม่รู้กี่รอบแล้ว แต่เธอใช้เวลาแป๊บเดียวก็หาเจอ”
ของที่สืออันคุ้ยได้ตลอดสัปดาห์นี้ เทียบเท่าผลงานที่ทั้งสองคนเคยทำได้ในสามเดือน
แถมยังเป็นของที่เอาไปขายต่อได้ง่ายด้วย
นักเก็บขยะมือฉมังถือกำเนิดแล้ว!
“สาวน้อย ฝีมือไม่เบาเลยนะ!”
“แค่โชคดีน่ะค่ะ”
ตาเฒ่าหวังรู้ว่าสืออันมาจากดาวศูนย์กลาง แซ่สือ...เขาก็ไม่ใช่ไม่คุ้นหู
แต่การที่เธอมาถึงที่นี่ แถมยังบาดเจ็บหนักขนาดนั้น ต้องมีสาเหตุแน่
สืออันไม่พูด เขาก็ไม่ถามให้มากความ
เวลาที่เหลือ ตาเฒ่าหวังก็เริ่มใช้สมองกลเก่า ๆ เครื่องนั้นสอนซุนเชียนอวี่ซ่อมเครื่องจักรกลและฝึกสมรรถภาพร่างกาย เพื่อเตรียมตัวสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนทหาร
แน่นอนว่าเขาอยากสอนให้เด็กหนุ่มขับเครื่องจักรกลมากกว่า แต่ไม่มีอุปกรณ์ให้ฝึกจริงเลย ทำได้แค่สอนทฤษฎีไปก่อน
ต้องยอมรับว่าซุนเชียนอวี่มีพรสวรรค์ด้านการสร้างเครื่องจักรกลอยู่บ้าง
เรียนรู้จากสิ่งหนึ่งแล้วต่อยอดไปได้หลายอย่าง แถมยังรู้จักประยุกต์ใช้ด้วย
ถึงขั้นรวบรวมวัสดุจากกองขยะมาประกอบเป็นหุ่นจำลองตัวที่อยู่ในโกดังได้ด้วย
เขาเหมือนเกิดมาเพื่อเครื่องจักรกลโดยเฉพาะ
ส่วนเรื่องสมรรถภาพร่างกาย ทุกวันเขาวิ่งปีนป่ายไปทั่วกองขยะ จนกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัด ๆ
เรื่องต่อสู้ระยะประชิดก็ชำนาญแล้ว ในหมู่ทหารใหม่ยังนับว่าเก่งทีเดียว
ไม่ว่ายังไงก็ต้องส่งเขาเข้าโรงเรียนทหารให้ได้ลองดูสักครั้ง
การรับนักเรียนรุ่นใหม่ของโรงเรียนทหารที่สิบแปดจะเริ่มในอีกห้าเดือน
เข้าโรงเรียนทหารไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แถมยังมีเงินช่วยเหลือค่าครองชีพด้วย
แต่ถ้าจะเป็นช่างเครื่องจักรกล ต้องใช้เงินซื้อเครื่องจักรกล ซื้อเครื่องมือ ซื้อวัสดุ
คงปล่อยให้เด็กต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนทั้งที่ยากจนจริง ๆ ไม่ได้หรอก......
ตอนนี้ยังมีสืออันเพิ่มมาอีกคน
ตอนมาถึง เธออ่อนแอราวกับลูกแมวตัวหนึ่ง
พอฟื้นขึ้นมา ก็ฝึกท่าประหลาดที่เขาไม่เข้าใจและไม่เคยได้ยินทุกวัน ทั้งมวยไทเก๊ก ทั้งปาต้วนจิ่น แถมยังนั่งสมาธิอีก
ดูเหมือนท่าบริหารร่างกายที่คนสูงวัยใช้ฝึกสุขภาพ
หลังร่างกายฟื้นตัวแล้ว ดูเหมือนสัญชาตญาณการต่อสู้ของเธอจะแข็งแกร่งกว่าทุกคนที่ตาเฒ่าหวังเคยพบเจอ
ราวกับมองเห็นอนาคต เธอคาดเดาก้าวต่อไปของคู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำเสมอ
ใช้แรงเพียงน้อยนิดสลายการโจมตีได้อย่างง่ายดาย แถมยังหาเจอจุดอ่อนแล้วสวนกลับได้ตรงจุด
ภายในเวลาแค่หนึ่งเดือน การเปลี่ยนแปลงของเธอก็ทำให้ทหารผ่านศึกที่อยู่ในสนามรบมานานกว่า 30 ปีอย่างเขาขนลุกแล้ว
เด็กคนนี้ลึกลับเกินหยั่งถึงจริง ๆ!
แค่นิสัยสุขุมเกินวัยไปหน่อย ดูเหมือนยายแก่ตัวเล็ก ๆ เลย
ถ้าปีนี้ไม่ไหว ปีหน้าค่อยเก็บเงินเพิ่ม แต่ยังไงก็ต้องส่งพวกเขาไปลองเข้าโรงเรียนทหารให้ได้
สืออันเองก็สังเกตเห็นความคิดของตาเฒ่าหวัง
เธอยิ้มอย่างเข้าใจ ความอบอุ่นธรรมดา ๆ แบบนี้ค่อย ๆ ทำให้เธอปรับตัวเข้ากับโลกแปลกหน้าแห่งนี้ได้
ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว แน่นอนว่าต้องค้นหาความเป็นไปได้ให้มากกว่านี้
บางทีอาจหาวิธีฟื้นฟูพลังบำเพ็ญ หรือกลับไปยังโลกบำเพ็ญเซียนได้ก็ได้
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พรสวรรค์ด้านการเก็บขยะของสืออันก็ค่อย ๆ เผยออกมา
สายตาของเธอเฉียบคม ลงมือรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับมีเรดาร์ตาทิพย์
บางครั้งซุนเชียนอวี่ยังนึกว่าของพวกนั้นเป็นเธอที่เอาไปวางไว้ตรงนั้นเอง
ไม่อย่างนั้นจะอธิบายยังไงว่าที่ที่คนอื่นเดินผ่านไปมานับพันรอบ เธอยังคว้าสมบัติออกมาได้อีก
“!!!!”
“สืออัน สืออัน เธอรู้ได้ยังไงว่าตรงนี้มีของดี? เธอมีตาทิพย์เหรอ?”
“.......แค่โชคดีมั้ง?”
พูดจบ เธอก็คุ้ยวัสดุระดับ 2 ออกมาได้อีกชิ้น เป็นวัสดุหายากที่ใช้ทำข้อต่อของเครื่องจักรกลด้วย
“นี่ก็โชคดีอีกเหรอ?”
“.......”
พอตาเฒ่าหวังเห็นกองวัสดุ เขาก็อึ้งจนพูดไม่ออก
“พวกเธอสองคนไปซื้อของเข้าร้านมาจริง ๆ เหรอ?”
“ฮิ ๆ ๆ~~~”
ยิ่งวัสดุมีระดับสูง พลังงานที่อยู่ข้างในก็ยิ่งมาก
คนที่มีพลังจิตสูง บางคนก็มีประสาทสัมผัสต่อวัสดุระดับสูงเฉียบไวมาแต่กำเนิด
ตอนนี้ตาเฒ่าหวังคิดว่าสืออันอาจเป็นคนแบบนั้น
ตอนตระกูลทอดทิ้งเธอ พวกเขารู้ความสามารถของเธอหรือเปล่านะ?
“ไม่ได้ล่ะ พวกเธอสองคนควรเข้าโรงเรียนทหารพร้อมกันปีนี้ จะได้มีเพื่อนกันด้วย”
เมื่อได้รับการยอมรับจากตาเฒ่าหวัง ภารกิจเก็บขยะของทั้งคู่ก็เริ่มดำเนินไปอย่างเต็มกำลัง
แผนก็คือร่วมมือกันเป็นทีม สืออันคอยสั่งการ ส่วนซุนเชียนอวี่ออกแรง
“ทิศสามนาฬิกา ลงไปสองเมตร!”
“ได้เลย!”
“เดินไปข้างหน้าอีกห้าก้าว ถึงตรงนั้นแล้วเริ่มขุด!”
“รับทราบ!”
“อยู่ใต้เท้านายนั่นแหละ ข้างในมีของ!”
“โอเค!”
“ทางขวามือ...”
เมื่อก่อนซุนเชียนอวี่ออกไปเดินทั้งวัน ก็ไม่แน่ว่าจะได้ของกลับมาสักชิ้น
แต่วันนี้ใช้เวลาแค่ครึ่งวัน...พวกเขาต้องหารถเข็นเล็ก ๆ มาขนของกลับมา
“.......”
“พวกเธอกะจะรวยจากการเก็บขยะหรือไง? ของพวกนี้พอให้เรากินได้ตั้งครึ่งปีเลยนะ!”
เขามองสืออันด้วยสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้ง
เด็กวัยนี้ถ้าได้ของมามากขนาดนี้ ปกติก็น่าจะดีใจจนกระโดดโลดเต้นเหมือนซุนเชียนอวี่สิ
แต่ท่าทางใจเย็นเหมือนผู้เฒ่าแบบนั้น ดูสุขุมเกินไปจริง ๆ
“ของเยอะขนาดนี้ คงต้องเอาไปขายในเมือง พรุ่งนี้เราไปด้วยกันไหม?”
“เย่! เย่! เย่! ไปในเมือง! งั้นฉันไปถนนของกินเล่นได้ไหม?”
“ได้!”
ทั้งสามคนล้อมวงอยู่รอบสมบัติที่คุ้ยได้จากกองขยะ ดีใจกันสุด ๆ
ตลอดสองเดือนนี้ สืออันอาศัยปาต้วนจิ่น มวยไทเก๊ก การนั่งสมาธิ รวมถึงวิธีฝึกฝนร่างกายในความทรงจำ ร่างกายและวิญญาณของเธอก็ค่อย ๆ มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนี้แค่มีโอสถชักนำวิญญาณหนึ่งเม็ด เธอก็กลับเข้าสู่เส้นทางเซียนได้แล้ว
น่าเสียดาย!
ไม่มีทั้งสมุนไพรและพลังวิญญาณ ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้หากขาดวัตถุดิบ
เช้าวันต่อมา ทั้งสามคนนั่งยานบินโดยสารระหว่างเขตมุ่งหน้าเข้าเมือง
นี่เป็นครั้งแรกที่สืออันออกจากภูเขาขยะ ได้เห็นภาพรวมของโลกนี้ด้วยตาตัวเอง
ในอวกาศมีสถานีส่งผ่านขนาดใหญ่ลอยอยู่ ยานบินนับไม่ถ้วนแล่นสวนกันไปมาราวกับฝูงผึ้ง กลุ่มอาคารต้านแรงโน้มถ่วงแทงทะลุชั้นเมฆราวกับป่าทำจากเหล็ก แสงนีออนหลากสีส่องสว่างไปทั่วถนนทั้งสาย ภาพฉายโฮโลแกรมระหว่างตึกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของดวงดาว......
สิ่งแปลกใหม่และน่าอัศจรรย์ทำให้เธอตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก
“ยานบิน? เหมือนเรือเหาะนั่นเหรอ?”
“สมองกล? ยันต์ส่งเสียง?”
“หุ่นยนต์? นี่คือหุ่นเชิดเหรอ?”
“อุปกรณ์มิติ? เทคโนโลยีขั้นสูงของมิติเมล็ดผักกาดหรือเปล่า?”
“นั่นคือเครื่องจักรกลเหรอ?”
บนจอปรากฏเครื่องจักรกลรูปร่างมนุษย์สูงสองเมตร แผ่ประกายเย็นเยียบจากโลหะสีหม่น กระบี่แสงในมือกวัดแกว่งเป็นแนวโค้งสีฟ้าเย็นเยียบ ก่อนฟันเข้าใส่สัตว์ดวงดาวระดับ 1 ที่ตัวใหญ่กว่าเครื่องจักรกลหลายสิบเท่า
สืออันอดกลืนน้ำลายไม่ได้
เก่งมากเลย!
“ใช่ นั่นคือเครื่องจักรกลระดับ 4เอสของพลเอกกู้ ชื่อโปเซดอน เป็นผลงานที่ปรมาจารย์เครื่องจักรกลเซียวหวยหย่วนทุ่มเทสร้างนานถึง 12 ปี! แถมยังเป็นเครื่องจักรกลระดับ 4เอสเพียงเครื่องเดียวของสหพันธรัฐด้วย น่าเสียดาย พลเอกกู้หายตัวไปแล้ว โปเซดอนก็หายไปด้วย”
สุดยอดไปเลย!
เธอมีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกและการผันแปรของยุคสมัยมาจนถึงยุคดวงดาวที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ที่แท้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มนุษย์ก็มีความเป็นไปได้ไม่รู้จบ และไม่เคยหยุดก้าวไปข้างหน้า
ฝึกฝนตนเอง เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ฝืนลิขิตสวรรค์
ในโลกบำเพ็ญเซียน ผู้คนฝึกตนเป็นเซียน ส่วนในยุคดวงดาว มนุษย์สร้างเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นมา
มนุษย์อาศัยเครื่องมือติดต่อถึงกันทั่วโลก เหาะเหินเดินอากาศ และรักษาระเบียบกับสันติภาพของดวงดาว......
สืออันอดทอดถอนใจไม่ได้----
มนุษย์ช่างเล็กจ้อย แต่ก็ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
