เมื่อได้ยินคำถามของน้องชาย เฉินอั่งไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่กลับถามคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องด้วยสีหน้าจริงจัง
“เฉินจั๋ว วันนี้ไปที่สำนักงานใหญ่ของอวี่ต๋ามา นายคิดว่าบริษัทตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
เฉินจั๋วคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พี่ไม่ถาม ผมก็จะบอกอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าบริษัทแม่มันยุ่งเหยิงกว่าที่คิดไว้เยอะ ฝ่ายการเงินบัญชีก็รก แผนกต้อนรับธุรการตอนบ่ายก็ไม่อยู่ที่โต๊ะ ทางเดินก็โล่งไม่มีคนดูแล”
“โจวอวี่ต๋าขายบริษัทไปแล้ว ไม่ได้จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย เลยทำให้ผู้บริหารระดับกลางจนถึงระดับสูงรู้สึกว่าอนาคตไม่แน่นอน ก็เลยไม่มีกะจิตกะใจจะมาบริหาร ส่วนคนข้างล่างก็ทำตามกันไป บางคนก็เอาแต่กินเงินเดือนไปวัน ๆ บางคนถึงขั้นหาผลประโยชน์ใส่ตัวแล้ว”
ได้ยินเฉินจั๋ววิเคราะห์ออกมาดูดี เฉินอั่งก็มองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปที่เฉินจั๋ว “แล้วนายคิดว่าควรทำยังไง”
เฉินจั๋วไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพี่ชายกำลังทดสอบเขาอยู่ ก็โพล่งออกไปว่า “บริษัทต้องการคนที่คุมสถานการณ์อยู่ มาจัดการระบบบริหารให้เข้าที่ ถ้าจัดการไม่ไหวก็ต้องปฏิวัติ ใครควรอยู่ก็ให้อยู่ ใครควรไปก็ให้ไป”
เฉินอั่งยิ้มมุมปาก หันไปมองเขา “งั้นนายขึ้นไปจัดการเองไหม ไปชี้แนะหน่อย”
เฉินจั๋วได้ยินก็อึ้งไป รีบโบกมือ “พี่ก็รู้นี่นาผม ผมแบกไม่ไหว จะให้ไปชี้แนะได้ยังไง แต่ไปชี้ไม้ชี้มือให้ผมถนัด”
เฉินอั่งได้ยินก็หัวเราะลั่น “พี่ว่าจะเอาพ่อไปเป็นผู้จัดการใหญ่ ให้พ่อแบกไว้”
เฉินจั๋วตะลึง “พี่ นิสัยพ่อตอนนี้จะให้ไปเป็นยามก็ยังได้ เป็นผู้จัดการใหญ่เนี่ยนะ ล้อเล่นหรือเปล่า”
