“หืม?” ชายหนุ่มเปล่งเสียงหัวเราะต่ำอย่างหยอกเย้าจากลำคอ
เขาย่อตัวลง ใช้ฝ่ามือใหญ่ประคองน่องของเจียงจิ่วอินไว้ แล้วถอดรองเท้าส้นสูงให้เธอ
เมื่อเห็นเท้าข้างนั้นบวมเป่งราวกับขาหมู โหลวจิ้งหมิงก็มองเธออย่างตำหนิ ก่อนจะเผลอสั่งสอนว่า “อดทนเก่งจริงนะ เท้าบวมขนาดนี้แล้วยังมีแรงตะโกนใส่ฉันอีก”
ที่แท้ก็ไม่ได้คิดจะทำเรื่องอย่างว่า...
เป็นเธอเองที่คิดลามกเกินไป
ก่อนหน้านี้เธอยังไม่ทันรู้สึกอะไร แต่พอโหลวจิ้งหมิงถามขึ้นมา เจียงจิ่วอินถึงเพิ่งรู้สึกเจ็บเหลือเกิน
ทั้งที่คนบาดเจ็บคือเท้าซ้ายแท้ ๆ แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดด้วยมีด
จู่ ๆ ดวงตาของเจียงจิ่วอินก็แดงก่ำ น้ำตาใสเหมือนหยาดไข่มุกไหลอาบแก้มขาวผ่องไม่หยุด
“ฉันจะทำยังไงได้ล่ะ?”
เจียงจิ่วอินชี้ไปทางประตูห้อง พูดอย่างน่าสงสารว่า “ลุงเหยียนกำลังจะปิดประตู ฉันกลัวว่าจะไม่ได้เจอคุณ เลยร้อนใจจนใช้เท้าขวางประตูไว้”
เห็นเจียงจิ่วอินร้องไห้จนแก้มเปียกชุ่ม น้ำเสียงของโหลวจิ้งหมิงก็อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว “ทำไมถึงกลายเป็นคนขี้แยขนาดนี้?”
ทั้งที่เมื่อก่อนเธอไม่ชอบร้องไห้ แม้แต่ตอนรับโกศกระดูกของพ่อจากมือเขา เธอยังฝืนตัวเองไม่ให้น้ำตาไหลสักหยด
แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปแล้ว อยากร้องก็ร้องออกมาได้ทันที
การทำให้ผู้มีอำนาจใจอ่อน คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จของแผนการ
เมื่อเห็นว่าน้ำตาได้ผลกับโหลวจิ้งหมิง เจียงจิ่วอินก็กล้าพุ่งเข้าไปซบอกเขา
เธอโอบคอเขาไว้ แล้วออดอ้อนทั้งน้ำตาว่า “โหลวจิ้งหมิง เราแต่งงานกันดีไหม?”
“หลังแต่งงาน คุณก็จะเป็นสามีตามกฎหมายของฉัน แล้วคุณก็จะช่วยตัดสินใจแทนฉันได้”
“ถ้าคุณไม่ช่วยฉัน โหลวอิ้งเยว่กับซ่งฉืออานก็จะตามฆ่าฉันจนไม่เหลือชิ้นดี...”
น้ำตาของหญิงสาวไหลจากลำคอลงไปถึงอกของเขา
ตรงนั้นมีแผลเป็นเก่าที่ตกสะเก็ดไปนานแล้ว น้ำตาของเธอทำให้มันร้อนผ่าวขึ้นมา
เจียงจิ่วอินไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็ก พออายุสิบหกก็เสียพ่อไป ตอนนี้คุณปู่ก็อายุมากแล้ว ทนแรงกระทบกระเทือนทางใจไม่ไหว
นอกจากเขาแล้ว เธอดูเหมือนจะไม่มีใครให้พึ่งพาได้จริง ๆ
“เสี่ยวจิ่ว”
หลายปีผ่านไป โหลวจิ้งหมิงก็เรียกชื่อเล่นของเจียงจิ่วอินอีกครั้ง
“ฉันรับปากเงื่อนไขอะไรก็ได้ของเธอ ยกเว้นแต่งงานกับเธอ”
เธอเป็นลูกสาวของผู้กองเจียงหลาน
เธอยังเด็กมาก เพิ่งอายุยี่สิบห้าปีเท่านั้น
เธอแค่เดินมาถึงทางตันชั่วคราว หาทางออกที่ดีกว่าไม่เจอ ถึงได้ยอมมาขอร้องเขา
สิ่งที่เจียงจิ่วอินต้องการจริง ๆ คือที่พึ่งที่คอยหนุนหลัง ไม่ใช่สามี
ในฐานะลูกสาวของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขา โหลวจิ้งหมิงมีวิธีตอบแทนเจียงจิ่วอินได้เป็นพันเป็นหมื่น แต่การแต่งงานกับเธอจะไม่มีวันเป็นหนึ่งในนั้น
หากแต่งงานกับเธอจริง ๆ ก็เท่ากับฉวยโอกาสยามเธอลำบาก เป็นการกระทำที่ไร้คุณธรรม
เจียงจิ่วอินจะไร้เหตุผลก็ได้ แต่เขาจะพลอยทำเรื่องเหลวไหลตามไปด้วยไม่ได้
“เสี่ยวจิ่ว ฉันสัญญาว่าจะช่วยเธอแก้แค้น และจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องระหว่างเธอกับอิ้งเยว่เด็ดขาด...”
“ไม่ได้!” เจียงจิ่วอินจ้องโหลวจิ้งหมิงด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วพูดว่า “โหลวจิ้งหมิง การที่คุณไม่เข้าไปยุ่ง ก็เท่ากับปล่อยให้โหลวอิ้งเยว่ทำตามใจ!”
“สิ่งที่ฉันต้องการก็คือให้คุณเห็นใจฉัน และยอมทำเรื่องไร้เหตุผลเพื่อฉัน” พูดจบ เจียงจิ่วอินก็ใช้จูบที่ดื้อรั้นไร้เหตุผลปิดปากโหลวจิ้งหมิงอีกครั้ง
โหลวจิ้งหมิงกดมือซุกซนของเจียงจิ่วอินไว้ พยายามดึงเธอออกจากตัว
แต่เจียงจิ่วอินกลับกอดเขาแน่นกว่าเดิม แถมยังกัดลูกกระเดือกของเขาอย่างไม่รู้จักหนักเบา
ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงถีบอีกฝ่ายกระเด็นไปนานแล้ว
แต่คนคนนี้ดันเป็น...
ฝีมือจูบของเจียงจิ่วอินยังเงอะงะ แถมยังหายใจไม่เป็น จนตัวเองกลั้นหายใจหน้าแดงก่ำ ถึงค่อยยอมปล่อยโหลวจิ้งหมิง
แต่ชายตรงหน้าก็ยังนิ่งราวกับพระพุทธรูป ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
ไม่มีปฏิกิริยาสักนิด
เขาถอนหายใจ “เลิกก่อเรื่องได้แล้ว”
เจียงจิ่วอินทำเหมือนไม่ได้ยิน ยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทของโหลวจิ้งหมิง แล้วหยิบกระดุมลายพรางเม็ดนั้นออกมา
เธอก้มลงบีบกระดุมแข็ง ๆ ในมือ ก่อนถามโหลวจิ้งหมิงว่า “เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่คุณให้มันกับฉันหน้าหลุมศพของพ่อ คุณเคยพูดประโยคหนึ่งไว้ ยังจำได้ไหม?”
โหลวจิ้งหมิงขมวดคิ้วมองเธอ
“...จำได้”
หลังข่าวการเสียชีวิตของผู้กองเจียงหลานส่งกลับมาถึงเมืองชิง พ่อของเขาก็สะเทือนใจอย่างหนักจนเส้นเลือดในสมองแตกและเป็นอัมพาต
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเจียงจิ่วอินต้องดูแลคุณปู่ไปพร้อมกับฝืนความโศกเศร้า จัดงานศพให้พ่อ
โหลวจิ้งหมิงสงสารเธอ จึงเสนอว่าจะเลี้ยงดูเธอให้เติบโตในฐานะพี่ชาย
เขาสัญญาว่าจะมอบการศึกษาที่ดีที่สุดให้เจียงจิ่วอิน วางแผนชีวิตให้เธออย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ช่วยเลือกคู่ครองที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้เธอ และส่งเธอออกเรือนอย่างสมเกียรติ
แต่เจียงจิ่วอินกลับปฏิเสธโดยไม่ลังเล พร้อมพูดว่า “พ่อของฉันเป็นทหาร การปกป้องประชาชนและพิทักษ์ประเทศเป็นหน้าที่ของพ่อ คุณเป็นเพื่อนร่วมรบที่พ่อเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยไว้ ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ”
เด็กหญิงตัวน้อยยืนกรานปฏิเสธอย่างหนักแน่น
โหลวจิ้งหมิงรู้ดีว่าไม่มีทางเกลี้ยกล่อมเด็กหญิงได้ จึงมอบกระดุมเม็ดหนึ่งของตัวเองให้เจียงจิ่วอิน
กระดุมเม็ดนั้นเปื้อนเลือดของผู้กอง
“เสี่ยวจิ่ว ฉันให้กระดุมเม็ดนี้กับเธอ ต่อไปถ้าเจอปัญหา ก็เอามันมาหาฉันได้เลย ขอแค่ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบ ฉันจะรับปากเธอทุกอย่าง”
...
เมื่อดึงสติกลับมา โหลวจิ้งหมิงมองกระดุมในมือของเจียงจิ่วอินแล้วถามเสียงต่ำว่า “เธอจะใช้มันหรือ?”
“ใช่”
เจียงจิ่วอินชูกระดุมขึ้น จ้องโหลวจิ้งหมิงเขม็ง แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “โหลวจิ้งหมิง ฉันต้องการให้คุณแต่งงานกับฉัน ให้ฉันเป็นภรรยาของคุณ”
“การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ!” น้ำเสียงของโหลวจิ้งหมิงเข้มงวดขึ้นหลายส่วน
เจียงจิ่วอินขึ้นเสียงสูง “ถ้าอย่างนั้นคุณคิดจะกลับคำผิดสัญญา และผิดคำสาบานที่ให้ไว้ในตอนนั้นหรือ?”
เห็นโหลวจิ้งหมิงเงียบ เจียงจิ่วอินก็หัวเราะเยาะตัวเอง “ก็จริง คุณเป็นประมุขตระกูลโหลว ต่อให้คุณผิดสัญญา ฉันก็พูดอะไรคุณไม่ได้อยู่ดี”
โหลวจิ้งหมิงจ้องเธออยู่นาน จู่ ๆ ก็หยิบกระดุมเม็ดนั้นกลับไป ก่อนลุกขึ้นโทรศัพท์
“ทนายเถา มาหาผมที่ห้อง 1608 โรงแรมหลานถิ่ง”
“มาช่วยผมร่างสัญญาก่อนสมรส”
วางสายแล้ว โหลวจิ้งหมิงก็ถามเจียงจิ่วอินว่า “พอใจหรือยัง?”
แต่เจียงจิ่วอินกลับหาวออกมา น้ำเสียงฟังดูอ่อนระโหย “โหลวจิ้งหมิง ฉันง่วงแล้ว”
เมื่อคืนเจียงจิ่วอินแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้เปลือกตาร้อนผ่าวไปหมด
“ฉันจะไปนอนพักสักหน่อย” เธอลุกขึ้นโดยไม่ทันคิด แต่พอเท้าที่บาดเจ็บแตะพื้น ก็สูดปากด้วยความเจ็บปวดทันที
“ยืนอยู่ตรงนั้น อย่าขยับ” โหลวจิ้งหมิงหมดอารมณ์จะโกรธแล้ว
เขาก้าวยาว ๆ เข้าไป อุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง แล้วพาเข้าไปในห้องนอนใหญ่
ชุดแต่งงานมีผ้าซ้อนกันหลายชั้น ใส่แล้วไม่สบายตัวเลย
เจียงจิ่วอินนั่งอยู่บนเตียง ดึงขอบเกาะอก แล้วถามโหลวจิ้งหมิงว่า “ที่นี่มีเสื้อเชิ้ตสำรองไหม? ฉันอยากถอดชุดแต่งงานก่อนนอน”
เขามีเสื้อเชิ้ตสำรองอยู่ แต่เก็บไว้ในรถ
“เอาอย่างนี้ ฉันให้ทางแบรนด์ในห้างส่งเสื้อผ้ามาสักสองสามชุดก่อน เธอใส่เสื้อคลุมอาบน้ำพักไปก่อนนะ?”
“ได้เลย”
โหลวจิ้งหมิงหาเสื้อคลุมอาบน้ำสะอาดมายื่นให้เธอ กำลังจะออกไปก็ได้ยินเจียงจิ่วอินพูดว่า “ช่วยรูดซิปให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
ชุดแต่งงานของเธอผูกเชือกต่ำไว้ด้านหลัง เวลาสวมและถอดต้องมีคนชำนาญคอยช่วย เจียงจิ่วอินอยู่คนเดียวถอดไม่ออกจริง ๆ
โหลวจิ้งหมิงมองแผ่นหลังขาวผ่องบอบบางของเธอ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินเข้าไป แล้วค่อย ๆ คลายโบอันบนสุดออก
เมื่อคลายเชือกผูกลงจนสุด โหลวจิ้งหมิงก็เดินฉับ ๆ ออกไปทันที
เจียงจิ่วอินมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินจากไปอย่างคล่องแคล่ว พลางนึกถึงคำพูดที่ได้ยินก่อนหน้านี้ แล้วอดคิดไม่ได้ว่า เขา...ไม่ไหวหรือเปล่า?
