เห็นเขาไม่พูดอะไร หวังเต๋อกุ้ยก็รีบฉวยโอกาสตอกย้ำทันที “เมื่อกี้แกยังบอกอยู่เลยว่าไม่อยากเร่ร่อนทำตัวเหลวไหลอีกแล้วไม่ใช่หรือ? พอดีเลย ผูกขาดการทำภูเขาสักลูก เรียนแบบหมู่บ้านข้าง ๆ ที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ บางทีอาจร่ำรวยขึ้นมาจริง ๆ ได้เป็นเศรษฐีหมื่นคนแรกของหมู่บ้านเราก็ได้นะ”
“ถอยไปพูดให้แย่ที่สุด ต่อให้เลี้ยงไม่ไหว บนเขาก็ยังพอจับสัตว์ป่าหรือเก็บของป่าไปขายที่ตำบลได้ คิดยังไงก็ไม่ขาดทุน!”
หวังต้าหมางรู้ดีว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายอย่างที่หวังเต๋อกุ้ยพูดแน่
แต่ตอนนี้ที่ดินของครอบครัวก็ต้องรอให้ถึงหลังฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงถึงจะได้คืน ปล่อยว่างไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ไหน ๆ ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกเร่ร่อนทำตัวเหลวไหล งั้นก็ผูกขาดการทำภูเขาสักลูกลองดูแล้วกัน
ถึงตอนนั้นค่อยไปหมู่บ้านข้าง ๆ ขอคำแนะนำ เรียนรู้วิธีเลี้ยงสัตว์ของพวกเขา ถ้าทำเงินได้จริง ค่อยกลับมาปลูกที่นาด้วย ทำทั้งบนเขาและในนาไปพร้อมกัน
ถึงตอนนั้นหวังเต๋อกุ้ยคงต้องมองเขาดีขึ้นบ้าง และยอมยกลูกสาวต้าหยาให้แต่งกับเขาแล้วกระมัง
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเรื่องนี้มีหวัง เขาจึงกำหมัดกระแอมเบา ๆ ก่อนถามว่า “ลุงเต๋อกุ้ยครับ ผูกขาดการทำภูเขาสักลูกต้องใช้เงินเท่าไรครับ?”
ผูกขาดการทำภูเขาย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ฟรี อย่างไรเสียหวังเต๋อกุ้ยก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนทั้งหมู่บ้าน ต่อให้ตัวเขาเองอยากผ่อนปรนให้ ขั้นชาวบ้านก็คงผ่านไปไม่ได้
หวังเต๋อกุ้ยเห็นว่าเขาถูกโน้มน้าวจนคล้อยตามแล้ว มุมปากก็ยกขึ้นนิด ๆ “ใช้เงินไม่มากหรอก แค่แกเอาเงินมาสองร้อยหยวน ภูเขาลูกใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านเราก็เป็นของแกไปสามปี”
