หลังจากได้ยินว่าลู่เยียนเจิงไม่ได้รังเกียจตน เหออิงอิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ใบหน้าเผยรอยยิ้มเขินอายอีกครั้ง
เธอเอนตัวลงพิงเบาะหลัง เลียริมฝีปากที่แห้งผาก ในที่สุดก็เงียบลง
ลู่เยียนเจิงขับรถเร็วขึ้น เมื่อถึงยามพลบค่ำ ในที่สุดก็มาถึงเมืองอวี๋
เหออิงอิงที่เมารถเล็กน้อย เอ่ยปากขอให้แวะโรงแรมใกล้ ๆ หลายครั้ง แต่ลู่เยียนเจิงก็ไม่ยอมจอดสักที
เขาเพียงบอกว่า “รออีกหน่อย ถึงข้างหน้าแล้วค่อยพัก”
รออีกครานี้ ก็อ้อมไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง เหออิงอิงแทบจะอ้วกเพราะความโยกเยก
ในที่สุด รถก็จอดอยู่ในซอยเล็ก ๆ รูปเขาวัว
“ถึงแล้ว!”
เหออิงอิงงัวเงียลงจากรถ เงยหน้าขึ้นมอง
โรงแรมฮุ่ยหมิน
ที่พักนี้ทั้งเล็กทั้งโทรม มองแค่แวบเดียวก็รู้สึกลำบากแทงตา
แสงสลัว ๆ ประตูไม้สีหม่นหมองลอกล่อน มองเข้าไปด้านใน กลิ่นอับผสมกลิ่นเหม็นอับ เชื้อรา กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นเครื่องนอนเก่า ๆ ลอยมาเตะจมูกก่อนเลย
เคาน์เตอร์เป็นโต๊ะไม้เก่าสีลอก บนผนังแขวนป้ายราคาสีเหลืองซีด หลอดไฟสีส้มหรี่ราวกับมีหมอกบดบัง แม้แต่ทางเดินลึก ๆ ก็มองเห็นราง ๆ
เหออิงอิงยืนอยู่หน้าประตู ใจไม่ค่อยสบาย
ตระกูลลู่ไม่ได้ขาดเงิน ไม่จำเป็นต้องมาพักโรงแรมเล็ก ๆ อบอ้าวแบบนี้เลย
“พี่เจิง ที่นี่เล็กจัง เราเปลี่ยนที่เถอะค่ะ”
ลู่เยียนเจิงไม่ลังเล ตรงเข้าหยิบกระเป๋าเดินทางขึ้นชั้นบน
“ที่นี่แหละ ดีแล้ว ถึงจะเล็กไปหน่อย แต่มีน้ำร้อนพร้อมทุกอย่าง เวลาอยู่ข้างนอกเทียบกับที่บ้านไม่ได้หรอก ถึงตอนไปกรมทหาร สภาพจะลำบากกว่านี้อีก”
เหออิงอิงยืนนิ่งตรงนั้น ปลายนิ้วกำชายเสื้อแน่นขึ้นเล็กน้อย กล้ำกลืนคำพูดกลับลงคอ กลัวว่าลู่เยียนเจิงจะรังเกียจว่าเธอเรื่องมาก
“เอาล่ะค่ะ ฟังพี่เจิง เราพักที่นี่”
คิดว่าจะได้นอนร่วมเตียงกับชายคนรัก เหออิงอิงก็รู้สึกหวานซึ้งในใจ แก้มเริ่มร้อนผ่าว
ขอแค่ได้อยู่กับเขา อย่าว่าแต่โรงแรมเล็ก ๆ เลย ต่อให้ต้องนอนเล้าหมู เธอก็ยอมเต็มใจ
แต่วินาทีต่อมา ฝันหวานก็แหลกสลาย
ลู่เยียนเจิงกลับขอห้องสองห้อง แถมเป็นแบบที่อยู่ห่างกันคนละฟากตึก
เหออิงอิงเดินตามหลังอย่างผิดหวัง ไม่พอใจอย่างมาก
“พี่เจิง ทำไมต้องเปิดสองห้องคะ เปลืองเงินเปล่า ๆ เราเป็นสามีภรรยากันแล้วนะ”
คิ้วของลู่เยียนเจิงขมวดเป็นภูเขาแห่งความกลุ้ม
เรื่องที่เขาแต่งงานกับเซียวเร่อ จะบอกให้เหออิงอิงรู้ได้อย่างไร
“อิงอิง เวลานอนฉันกรน กลัวรบกวนเธอ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางต่อ พักผ่อนเร็วเข้า ห้องนี้หันไปทางทิศใต้ อากาศดี เธออยู่จะได้สบายหน่อย”
ลู่เยียนเจิงช่วยยกกระเป๋าให้เหออิงอิงแล้ว ก็ไปยังห้องทางเหนือสุดที่อยู่ติดกับบ้านพักชาวบ้าน
เปิดหน้าต่าง ก็มองเห็นบ้านหลังน้อยของเซียวเร่อที่อยู่ตรงข้าม
ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้กัน แล้วจะเลือกพักในโรงแรมโทรม ๆ แบบนี้ทำไมกัน
เหนื่อยมาทั้งวัน ทั้งกายและใจล้วนหมดเรี่ยวแรง
ลู่เยียนเจิงรีบอาบน้ำ เตรียมจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่
แต่พอเอนตัวลงนอนบนเตียง กลิ่นอับชื้นก็พวยพุ่งมา
ทำให้เขาจามติดกันสองครั้ง
บนผ้าปูที่นอนเก่าสีเหลืองซีด มีจุดราสีเทาดำประปราย แถมยังปนเปื้อนกลิ่นเหม็นอับของเท้าและเหงื่อ สกปรกจนอดรำคาญจริง ๆ
ถึงแม้เขาจะเป็นคนถึก ไม่พิถีพิถัน เวลาไปช่วยเหลือภัยพิบัติ เคยนอนในเพิงฟางที่สภาพแย่กว่านี้ก็ตาม
แต่ตอนนี้ มองเห็นรอยเปรอะเปื้อนสกปรกเหล่านั้น ก็รู้สึกขยะแขยงเป็นพิเศษ
เขาโยนผ้าห่มไปข้าง ๆ ใช้หมอนสองใบรองศีรษะหนุนหลังพิงหัวนอนโดยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า คิดจะขอไปทีสักคืน
แต่มองไปที่แสงไฟอบอุ่นในบ้านหลังน้อยตรงข้าม กลับนอนไม่หลับเลยสักนิด
ผู้หญิงคนนั้นเองก็ยังไม่นอน
บนหน้าต่าง เงาร่างอรชรเลือนราง ท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่อง ปรากฏวับแวมเคลื่อนไหว
ราวกับเปลวไฟเล็ก ๆ ที่ร้อนแรง คอยรบกวนจิตใจเขา
ทนจนถึงยามเมื่อจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดหลิว แสงไฟในห้องตรงข้ามก็ดับลงฉับพลัน
กาลเวลาหยุดนิ่งในชั่ววินาทีนั้น
โลกทั้งใบราวกับถูกแช่แข็งกะทันหัน แม้แต่ลมหายใจก็พลอยหยุดตาม
ลู่เยียนเจิงหลับตาลง ทำใจสงบ เตรียมจะพักสายตา
ทันใดนั้น! ในทางเดินฝั่งตรงข้ามกลับมีเสียงผู้หญิงร้องตกใจดังมา—
“อ๊า—”
สั้นและแหลม
เหมือนเป็นเสียงร้องหลังจากหกล้ม หรือเหมือนไปเจอเรื่องน่าสะพรึงกลัวอะไรเข้า จนตกใจแทบกระเจิง
เสียงกรีดร้องแหลมสูงตัดผ่านความมืดแห่งรัตติกาล เสียดแทงแก้วหูจนรู้สึกตึง
ลู่เยียนเจิงดีดตัวลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว ใส่รองเท้าไม่ทันเรียบร้อย คนก็พุ่งออกนอกประตูไปแล้ว วิ่งรี่ไปยังบ้านน้อยตรงข้าม
ตึง ตึง ตึง! ตึง ตึง ตึง!
เสียงเคาะประตูหนักหน่วงดังก้องในราตรีอันเงียบงัน แฝงด้วยความร้อนรนและแตกตื่น
“ใครน่ะ!”
มุมปากของเซียวเร่อยกยิ้มอย่างหยอกเย้า
เสียงนุ่มนวลดุจสายน้ำของหญิงสาว ลอดผ่านบานประตูมา เจือด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจอยู่นิด ๆ
ปลายหูของลู่เยียนเจิงกระตุก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างห้ามไม่อยู่
“ผมเอง ลู่เยียนเจิง!”
ผ่านไปนานโข!
ประตูไม้ค่อย ๆ ถูกดึงเปิดออกเป็นช่องแคบ ๆ
เซียวเร่อเอนกายพิงหลังประตูอย่างเกียจคร้าน ครึ่งใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืด คิ้วตาหลุบต่ำ แม้แต่การเปิดประตูก็ยังแฝงด้วยความเชื่องช้าอ้อยอิ่ง
เธอใส่เพียงชุดนอนผ้าไหมแท้เรียบ ๆ เนื้อผ้าแนบลำตัวขับให้เห็นแนวไหล่และซอกคอที่บอบบางอ่อนช้อย ผมยาวหยักศกคลายเป็นคลื่นหลวม ๆ ทิ้งตัวผ่านบ่าเลื้อยลงมาถึงหน้าอก ปอยผมที่ดื้อรั้นสองสามเส้นแนบอยู่ข้างลำคอขาวเนียน สะบัดไหวเบา ๆ ตามจังหวะหายใจ
สีหน้าเธอเมื่อยล้า ในดวงตางัวเงียหม่นหมอง ยังเจือด้วยความง่วงหลับครึ่งตื่นครึ่งหลับอยู่บ้าง
เห็นลู่เยียนเจิงแล้ว เธอหาวหวอดอย่างเนิบนาบ
“คุณมานี่ได้ยังไงคะ”
ชั่วขณะที่ลู่เยียนเจิงจับจ้องมองไปยังเรือนร่างของเธอ หัวใจทั้งดวงก็เริ่มกระสับกระส่ายอย่างควบคุมไม่ได้
คนตรงหน้าใส่เสื้อผ้าบางเบา แก้มแดงระเรื่อผมยาวสลวยหยักศกดกดำกระจายอยู่บนบ่าอย่างไม่ตั้งใจ เจือด้วยความกรุ่นง่วงเพิ่งตื่นนอนและเสน่ห์เย้ายวนธรรมชาติ
เส้นผมทุกเส้นล้วนแผ่กลิ่นอายชวนหลงใหล
ลู่เยียนเจิงเพียงมองแวบเดียว ลำคอก็เริ่มแห้งผาก
ลมหายใจที่เคยราบเรียบแต่เดิม พลันร้อนรุ่มกระวนกระวายขึ้นมา เสียงทุ่มต่ำจนแหบพร่า!
“ผมได้ยินเสียงผิดปกติแถวนี้ กลัวคุณไม่ปลอดภัย ก็เลยมาดู”
“อ้อ!”
เซียวเร่อตอบรับเรียบ ๆ
“เสียงผิดปกติอะไรกัน ฉันไม่เห็นได้ยินเลย!”
ทั้งที่เสียงกรีดร้องนั้น เธอเองที่เป็นคนทำ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
คนทั้งสองยืนเงียบอยู่หน้าประตูอย่างนั้น ไม่มีใครพูดอะไรอีก
นิ่งค้างไปนานโข ลู่เยียนเจิงเห็นว่าเซียวเร่อไม่มีท่าทีจะเชิญเขาเข้าห้อง ก็ลูบจมูก หน้าด้านถามขึ้นก่อน
“ในห้องมีน้ำมั้ย ผมกระหายนิดหน่อย”
เซียวเร่อปัดปอยผมที่หน้าผากเบา ๆ อย่างขี้เกียจ ยอมหลบร่างให้ครึ่งหนึ่ง
“กระติกน้ำร้อนบนโต๊ะ ไปรินเองสิ”
ลู่เยียนเจิงเพิ่งหันหลังไป เธอก็นอนลงบนเตียงอีกครั้ง
เส้นผมยาวดุจสาหร่ายทะเลนั่น เกือบจะแผ่เต็มครึ่งเตียง เรียวขาสวยขาวผ่องคู่หนึ่ง งอเข่าเล็กน้อยซ้อนไขว้กันอยู่ครึ่งหนึ่ง บั้นเอวบอบบางโค้งงอเป็นเส้นสายที่งดงามยั่วยวน
เพราะใส่ชุดนอน ชายเสื้อช่วงคอจึงเผยให้เห็นความนุ่มนวลอบอุ่นที่ซ่อนเร้นอยู่รำไร
บนผิวขาวเนียนนั่น ยังมีรอยแดง ๆ ที่หลงเหลือจากกลางวันจาง ๆ อยู่
ลู่เยียนเจิงหันกลับมา ก็เห็นภาพหญิงงามที่มีชีวิตชีวาดุจภาพวาดนางในฝัน
เขาเพิ่งกรวดน้ำหมดแก้ว กลับเริ่มกระหายน้ำอีกแล้ว
ลู่เยียนเจิงกัดกรามแน่น รีบปิดประตูที่เปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่งให้สนิทแน่นหนา
“เซียวเร่อ!”
“คุณใส่เสื้อผ้าแบบนี้ ไม่อายบ้างหรือไง!”
เซียวเร่อค่อย ๆ กระพริบตาปริบ ๆ น้ำเสียงเรียบเฉยดั่งสายน้ำ แต่ก็แฝงด้วยการยั่วยุแบบไม่ใส่ใจอยู่บ้าง
“หัวหน้ากรมลู่ ก็ฉันนอนไม่ใส่ชุดนอน แล้วจะให้ใส่อะไร”
“นี่คุณต่างหาก ดึกดื่นป่านนี้วิ่งมาที่ห้องฉัน หมายความว่ายังไง”
ลูกกระเดือกของลู่เยียนเจิงกระตุกถี่อย่างรุนแรง เบือนหน้าไม่กล้ามองไปที่เตียงอีก แต่ปลายหูกลับแดงร้อนผ่าว
“คุณ... คุณใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน!”
“ผมมีเรื่องจะคุยด้วย!”