เสิ่นจี้ลูบท้องที่เริ่มหิว พลางสูดกลิ่นหอมของปลา จนอยากกินแทบจะน้ำลายไหล
หอมจัง!
สวี่จาวจาวถามว่า “หิวหรือเปล่า?”
“อืม อืม” เสิ่นจี้พยักหน้าหงึกๆ เหมือนลูกสุนัขตัวน้อย
“กินขนมอบรองท้องไปก่อนสักชิ้นนะ”
“กรุบกรับ” เขากินหมดแล้ว
“จาวจาว ปลาหอมจังเลย ฉันยังไม่เคยกินปลาที่หอมขนาดนี้มาก่อน”
“ก่อนหน้านี้เธอกินปลายังไง?”
“กินดิบ ไม่ก็เอาไปย่างไฟกิน”
กินดิบ? ในหัวของสวี่จาวจาวพลันนึกถึงสัมผัสลื่นๆ ของเกล็ดปลา เขารอดมาได้ยังไงกันนะ!
“ปลาที่เรากินวันนี้เรียกว่าปลาย่าง นอกจากนั้นยังเอาไปนึ่ง ทำเป็นปลานึ่งซีอิ๊ว หม้อไฟหัวปลา หรือหม้อไฟเครื่องในปลาได้ด้วย...”
เสิ่นจี้กลืนน้ำลายอีกครั้ง
“แล้วปลาของเราเสร็จหรือยัง?”
“ใกล้แล้ว รออีกหน่อยนะ”
“ได้”
เสิ่นจี้รอแล้วรอเล่า สวี่จาวจาวก็ลุกขึ้นยืน “เสร็จแล้ว”
สวี่จาวจาวเปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมเข้มข้นของปลาพลันลอยมาเตะจมูก ท้องของเสิ่นจี้ร้องโครกครากขึ้นมา
ดูจากอาหารที่เธอเก็บไว้ให้ เสิ่นจี้คงแทบไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ ท้องถึงได้แฟบแบนขนาดนั้น
“หอมจัง หอมจัง” เสิ่นจี้วางมือบนเตาไฟ ร่างแทบจะโน้มเข้าไปในหม้ออยู่แล้ว
“ระวังลวกเอานะ” สวี่จาวจาวตบหัวฟูๆ ของเขาเบาๆ “ห้ามทำแบบนี้ ถ้าโดนลวกเข้าหน้าจะเสียโฉมเอา”
“รู้ไหมว่าเสียโฉมคืออะไร?”
เสิ่นจี้ส่ายหน้า
“ก็กลายเป็นตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียดไง”
สวี่จาวจาวหาอ่างใบใหญ่ที่สุดมาใบหนึ่ง แล้วใส่เนื้อปลาลงไปจนเต็มอ่าง
สวี่จาวจาวให้เสิ่นจี้ยกเนื้อปลาไปวางบนโต๊ะในห้องโถง ส่วนเธอจะรีบล้างหม้อขณะที่ยังร้อนอยู่ ไม่อย่างนั้นพอหม้อเย็น น้ำมันจะล้างออกยาก
