ตอนเด็ก ๆ ครอบครัวไม่ได้ยากจนข้นแค้นนัก แต่กลับประเคนทุกอย่างให้ลูกชายคนเล็กเพียงคนเดียว
ส่วนพี่น้องผู้หญิงสองคนอย่างพวกเธอ แทบไม่มีโอกาสได้กินอิ่มสักกี่มื้อตลอดทั้งปี
เดิมทีอันเซี่ยเรียนจบชั้นประถมก็ต้องลาออกกลับบ้าน เพราะพี่สาวคนโตแต่งงานไปแล้ว งานในบ้านจึงล้นมือ
ทุกวันเธอกอดหนังสือไม่กี่เล่มเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้พ่อแม่เอาไปขายเป็นเศษกระดาษเด็ดขาด
เวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้าน เธอก็แอบหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่าน ใช้นิ้วแตะน้ำแล้วเขียนตัวหนังสือ
จนกระทั่งเย่าจู่ ลูกชายคนโปรดของบ้านต้องเข้าเรียนมัธยมต้น เรื่องราวถึงได้พลิกผัน
เย่าจู่อารมณ์ร้าย อยู่บ้านก็เอาแต่เรียกพี่สาวหลายคนว่าเป็นตัวถ่วง วัน ๆ พูดจาไม่เข้าหูใคร ข้างนอกก็ไม่รู้จักหุบปาก คิดว่าใคร ๆ ต้องยอมให้ตัวเอง เด็กละแวกนั้นจึงไม่ชอบเล่นกับเขา
เพราะอย่างนั้นเวลาไปโรงเรียนหรือกลับบ้าน เขาจึงมักเดินคนเดียวเสมอ
แต่ไม่รู้เริ่มตั้งแต่เมื่อไร พอกลับจากโรงเรียน เขาก็ถูกคนปาก้อนหินใส่บ้าง ถูกจับใส่กระสอบแล้วรุมซ้อมบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง
ใบหน้าฟกช้ำดำเขียวกลับมาร้องโวยวายที่บ้านว่าจะไม่ไปโรงเรียนอีกแล้ว
พ่ออันโมโหแทบตาย แต่จับตัวคนร้ายไม่ได้
อันเซี่ยจึงอาสาไปรับไปส่งน้องชาย หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเรื่องถูกลอบทำร้ายขึ้นอีก
แต่คำพูดของเพื่อนบ้านที่ว่าพ่ออันลำเอียงกลับยิ่งลุกลาม สำหรับคนที่รักหน้าตาอย่างเขาแล้ว เรื่องนี้ช่างทนรับได้ยากเหลือเกิน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกัดฟันส่งอันเซี่ยกลับไปเรียนมัธยมต้นต่อ
พอเรียนจบมัธยมต้น เธอก็ถูกบังคับให้ไปดูตัวอีก
โชคดีที่ครูสมัยมัธยมช่วยบอกข่าวว่าโรงอาหารของหน่วยงานการไฟฟ้ากำลังรับคนงานชั่วคราว
ตั้งแต่เด็กเธอก็ช่วยทำงานบ้านอยู่แล้ว จึงคล่องแคล่วว่องไวมาก
พนักงานประจำในโรงอาหารของหน่วยงานส่วนใหญ่ล้วนมีเส้นสาย จึงย่อมหาทางอู้ได้ก็อู้
ตอนนี้มีคนงานชั่วคราวคนใหม่ที่รู้จักกาลเทศะ พูดจาหวานหู แถมขยันขันแข็ง และไม่มาแย่งสวัสดิการของพวกเขา เมื่อเทียบกับการมีคนฝากฝังเข้ามาอีกคน พวกเขาย่อมต้อนรับอันเซี่ยมากกว่า
ที่หน่วยงานแห่งนั้นเอง เธอได้รู้จักกับเจียงเหวินหลิน ซึ่งอาศัยเส้นสายย้ายมาทำงานที่สำนักงานการไฟฟ้าในอำเภอนั้น เพราะพ่อถูกส่งไปชนบท
“คิดอะไรอยู่ ถึงใจลอยขนาดนั้น?”
เห็นว่าน้ำใกล้จะเย็นแล้ว เจียงเหวินหลินตั้งใจจะหันไปเตือนภรรยา แต่กลับเห็นเธอนั่งเหม่อเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
เขาจึงลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูมาช่วยเช็ดเท้าให้เธอ
อันเซี่ยกอดเอวเขาไว้ พลางยิ้มแล้วตอบว่า “ฉันแค่รู้สึกว่าตอนนี้มีความสุขมาก”
พ่อแม่สามีมีเหตุผล สามีเอาใจใส่ ลูกสาวก็ว่าง่ายน่ารัก ไม่มีวันไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว
เจียงเหวินหลินโน้มตัวลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ “ครอบครัวเราได้อยู่ด้วยกัน แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว”
……
“พ่อครับ เมื่อไรเราจะไปบ้านหยวนหยวน?”
เช้าตรู่ หลินอู่เฟิงยังงัวเงียไม่หาย พอเปิดประตูก็เห็นลูกชายยกเก้าอี้มานั่งรออยู่หน้าห้อง ทำเอาใจเขาหล่นวูบ
กลัวลูกจะปลุกซ่งอิงให้ตื่น เขารีบปิดประตู แล้วพูดว่า “ยังเช้าอยู่เลย หยวนหยวนอาจจะยังไม่ตื่นก็ได้ เอาอย่างนี้ไหม ไปถนนกวนเฉียนกับพ่อ ซื้อขนมถั่วสนไปฝากที่บ้านหยวนหยวนกัน?”
“เอาสิ เอาสิ” หลินต้งเจ๋อพยักหน้า “ฮิ ๆ หยวนหยวนชอบกินขนมถั่วสน ผมก็ชอบกินเหมือนกัน”
หลินอู่เฟิงอดหัวเราะไม่ได้ ลูบหัวที่ยุ่งเหมือนรังนกของลูกชาย “รู้แล้วว่าลูกชอบ เดี๋ยวพ่อซื้อมาให้เยอะหน่อย”
ตอนซ่งอิงตื่น สองพ่อลูกก็กลับมาพอดี แถมยังซื้อซาลาเปาทอดมาฝากเธอด้วย
“ซื้อของเรียบร้อยแล้วเหรอ?”
“วางใจได้” หลินอู่เฟิงชี้ไปยังห่อกระดาษที่ลูกชายกอดอยู่
กะเวลาแล้ว หลินอู่เฟิงก็ขี่รถสามล้อพาทั้งสองคนไปบ้านตระกูลเจียง
ประตูรั้วเปิดอยู่ จินจื่อกำลังกัดลูกบอลหวายเล่นใต้ชายคา
พอเห็นพวกเขา มันก็ส่งเสียงร้องหงิง ๆ ก่อนจะส่ายหางวิ่งเข้าไปในบ้าน
ครู่หนึ่งมันก็ออกมาอีกครั้ง โดยมีเจียงเหวินหลินเดินตามมาด้วย
“คุณลุง ผมชื่อหลินต้งเจ๋อ เป็นเพื่อนสนิทของหยวนหยวน ผมมาหาเธอเล่นครับ”
เด็กคนนี้หัวโตตัวเล็ก ดูซื่อ ๆ แต่พอเจอกันครั้งแรกก็ไม่กลัวคน แถมยังพูดจาฉะฉาน สมกับที่พ่อเขาเล่าไว้จริง ๆ
“มา ๆ รีบเข้ามาสิ หยวนหยวนอยู่ข้างใน”
พอเด็กทั้งสองเจอกัน ก็พากันเข้าไปคลอเคลียคุณปู่เจียง อ้อนวอนให้เล่าเรื่องราชาวานรต่อ
“คุณเป็นแม่ของต้งเจ๋อใช่ไหม ฉันชื่ออันเซี่ย นี่สามีฉัน เจียงเหวินหลิน ผมที่ดัดมาสวยมากเลยนะ เข้ากับคุณสุด ๆ”
“จริงเหรอ?” ซ่งอิงลูบผมตัวเองอย่างเขิน ๆ “ฉันชื่อซ่งอิง นี่สามีฉัน หลินอู่เฟิง วิธีถักเสื้อไหมพรมของคุณ ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย สวยมาก”
“แม่สามีฉันถักให้เอง ฝีมือท่านดีมาก”
อันเซี่ยคล้องแขนแม่สามี ดูสนิทสนมราวกับเป็นแม่ลูกแท้ ๆ
“ชมกันเกินไปแล้ว ไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก เสี่ยวซ่ง เมื่อไรคุณจะลองถักเสื้อไหมพรมบ้างล่ะ เดี๋ยวฉันสอนให้”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า”
สมัยนี้คนที่ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวมีไม่มากนัก เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีฐานะพร้อม
แต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงนั้นบังเอิญเป็นคนแบบนั้นกันทุกคน จึงคุยกันถูกคอและหาเรื่องพูดคุยกันได้ไม่ขาด
ซ่งอิงคุยเพลินจนเกือบลืมว่าพวกเขายังต้องไปขุดดิน
“พวกเรายังมีธุระ เดี๋ยวจะมารับต้งเจ๋อนะคะ ต้องรบกวนพวกคุณแล้ว”
“ไม่รบกวนหรอก พวกเราต่างหากที่กลัวว่าคุณจะไม่ยอมให้ต้งเจ๋อมาบ้านเรา” อันเซี่ยตบมือซ่งอิงเบา ๆ
พ่อสามีของเธอมองคนแม่นจริง ๆ สามีภรรยาซ่งอิงต่างก็เป็นคนจริงใจและรู้จักวางตัว คนแบบนี้แหละที่ควรคบหาให้สนิท
……
“หยวนหยวน เมื่อวานพ่อฉันไปอุดท่อระบายน้ำ ทำเอาบ้านข้าง ๆ น้ำท่วมเลย!”
พอเจอกัน หลินต้งเจ๋อก็พูดเสียงดังบอกเรื่องนี้กับเธอทันที
เช้าวันนั้นผู้ใหญ่ที่ไปส่งเด็กทั้งสองคนไปโรงเรียนก็คือหลินอู่เฟิง
เจียงอันหยวนตาสว่างขึ้นทันที เธอจับมือคุณลุงหลิน เงยหน้าขึ้นชมว่า “คุณลุงหลินเก่งจังเลย! จัดการคนไม่ดีได้แล้ว”
หลินต้งเจ๋อพยักหน้าหงึก ๆ อยู่ข้าง ๆ “เหมือนมหาเทพฉีเทียนต้าเซิ่ง ราชาวานรเลย ซิ่ว ๆ ๆ!”
หลินอู่เฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน อดไม่ได้ที่จะลูบหัวเธอ
คำพูดไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ฟังดูจริงใจจนคนได้ยินรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
เขาหยิบไข่ต้มสองฟองออกมาจากกระเป๋า ฟองหนึ่งส่งให้ลูกชาย
ส่วนอีกฟอง เขาปอกเปลือกออกไปกว่าครึ่งแล้วส่งให้เจียงอันหยวน “กินสิ ระวังติดคอนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณลุงหลิน”
หลินต้งเจ๋อรับไข่มาแล้วดึงชายเสื้อเจียงอันหยวน “หยวนหยวน ดูฉันสิ”
พูดจบก็เอาไข่เคาะหน้าผากตัวเอง
“โอ๊ย!”
เปลือกไข่ไม่แตก แต่หน้าผากเขากลับแดงขึ้นมาเป็นปื้น
เด็กทั้งสองสบตากัน แล้วหัวเราะคิกคัก
คนที่กำลังเดินทางไปทำงานต่างอดเหลือบมองไม่ได้
……
วันขึ้นปีใหม่เป็นวันแต่งงานของบ้านตระกูลอู๋ในตรอก
หลินต้งเจ๋อตามพ่อแม่ไปด้วย
เพื่อนบ้านที่รู้จักกันในตรอกต่างพากันมา นั่งล้อมวงพูดคุยสัพเพเหระ ผลัดกันกล่าวคำอวยพร บรรยากาศคึกคักมาก
หลินต้งเจ๋อเดินเลาะไปตามกลุ่มคน มองนั่นทีนี่ที
นั่งอยู่พักหนึ่งก็เริ่มเบื่อ จึงฟุบลงบนโต๊ะ เลือกส้มลูกกลม ๆ สีเหลืองอร่ามมาสองลูก แล้วยัดใส่กระเป๋า
เขากระโดดโลดเต้นเดินไปทางประตู จ้วงถูหนานที่อยู่ข้าง ๆ คว้าตัวไว้ “หลินต้งเจ๋อ จะไปไหน?”
“ผมจะไปหาหยวนหยวนเล่น”
พอวิ่งพ้นประตูไป เขาก็รีบสับขาสั้น ๆ วิ่งกลับมา ดึงมือพ่อแล้วบอกว่าจะไปไหน ที่จริงเขากลัวว่าเดี๋ยวแม่จะหาไม่เจอแล้วตีบั้นท้ายเอา
“ไปเถอะ แต่ต้องเชื่อฟังคุณปู่คุณย่านะ อย่าไปก่อกวนล่ะ”
วันนี้มีธุระมากมาย เขากับซ่งอิงก็ไม่มีเวลาคอยดูแลเจ้าลิงซนที่กระโดดโลดเต้นไปทั่วอย่างลูกชายอยู่แล้ว
