จวนสกุลฟ่าน ภายในเรือนแถวหน้า
แม่นมเจียงนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน รับถ้วยชาจากสาวใช้ ก่อนผายมือให้แม่สื่อนั่งลงตรงที่นั่งด้านล่าง
แม่สื่อนั่งลงเพียงครึ่งก้น ไม่กล้านั่งเต็มที่ เอนตัวประจบยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่สาวคนดี ก่อนหน้านี้ข้าพาหญิงสาวมาหวีผมตั้งหลายคน แต่ฮูหยินท่านเจ้าเมืองก็ยังไม่พอใจ ข้าเองก็แทบไม่กล้ามาหน้าด้าน ๆ อีกแล้ว วันนี้รับรองว่าคนนี้ต้องถูกใจฮูหยินแน่เจ้าค่ะ”
แม่นมเจียงลูบลายเถาวัลย์บนข้อมือเสื้อ เงยเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย “นางมีเรื่องราวอะไรหรือ?”
“โอ๊ย มีเรื่องให้เล่าจริง ๆ เจ้าค่ะ”
แม่สื่อตบมือสองทีอย่างกระตือรือร้น “หลายปีก่อน ท่านหญิงเจี้ยนอันติดตามสามีซึ่งเป็นจวิ้นหม่า กลับมาเยี่ยมญาติที่เฉินโจวและพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว นางกำนัลที่คอยหวีผมให้เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา จึงต้องหาคนมาแต่งหน้าแต่งผมในเมืองนี้ หญิงสาวที่รับจ้างหวีผมในเมืองมีตั้งห้าสิบคนเป็นอย่างน้อย ทว่าข้างกายท่านหญิงมีคนเก่งมากมาย แต่กลับถูกใจฝีมือของแม่นางซานเป็นพิเศษ ตลอดครึ่งเดือนที่พำนักอยู่ในเมืองนี้ ก็ให้นางเป็นคนรับใช้แต่งหน้าแต่งผมให้ทุกวัน ก่อนกลับยังถามด้วยว่านางยินดีติดตามเข้าวังไปด้วยหรือไม่เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่นมเจียงก็มองแม่สื่อแวบหนึ่ง “ฝีมือดีถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงเพิ่งพามา?”
“แหม ข้าไม่กล้าปิดบังท่านหรอกเจ้าค่ะ แม่นางซานหลงใหลในฝีมือของตัวเอง วัน ๆ ออกไปแต่งหน้าแต่งผมให้ผู้อื่น แต่งงานมาเจ็ดแปดปีแล้วก็ยังไม่มีบุตร แม่สามีที่บ้านจึงไม่ชอบนางมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ยังบังคับให้ลูกชายหย่ากับนาง แล้วรับหญิงท้องแก่ที่เลี้ยงไว้นอกบ้านเข้ามาเป็นภรรยาเอก แม่นางซานโกรธจนล้มป่วยไปกว่าหนึ่งเดือน ปิดประตูไม่พบผู้ใด หากไม่ใช่ว่าฮูหยินหลายท่านก่อนหน้านี้ไม่ถูกใจนาง ข้าก็คงไม่กล้าพานางเข้าจวนหรอกเจ้าค่ะ”
ขณะแม่สื่อพูด ดวงตาทั้งสองก็ลอบสังเกตสีหน้าของแม่นมเจียง
เห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าขุ่นเคือง จึงค่อยโล่งอก
พูดไปแล้วแม่นางซานก็น่าสงสารนัก หลายปีก่อนตอนแต่งเข้าบ้านสามี คนทั้งบ้านห้าชีวิตเบียดกันอยู่ในบ้านดินเก่าซอมซ่อหลังหนึ่งในตรอกน้ำเน่า ตลอดหลายปีมานี้นางอาศัยฝีมือของตนเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว จนมีบ้านใหม่ได้
แต่กลับอยู่ดีมีสุขได้ไม่กี่ปีก็ถูกครอบครัวสามีรังเกียจ
สามีของนางฉวยโอกาสตอนนางออกไปทำมาหากินทุกวัน แอบเลี้ยงหญิงคณิกาจากหอนางโลมเถื่อน ทั้งยังจ่ายเงินไถ่ตัวให้ แล้วเช่าบ้านแยกต่างหากให้หญิงผู้นั้นอยู่
ภายหลังพี่สะใภ้บ้านข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงนำเรื่องนี้ไปบอกแม่นางซาน
เมื่อความแตก คนบ้านสามีกลับลงมือทุบตีแม่นางซานอย่างหนัก ทั้งยังขับไล่นางออกจากบ้าน
แม่นางซานก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้รังแก นางยื่นคำร้องฟ้องครอบครัวสามีขึ้นศาล
แม่สามีของนางไม่พอใจที่ทางการตัดสินยกบ้านให้แม่นางซาน จึงเที่ยวป่าวประกาศว่านางเป็นหมัน ทำให้แม้แต่งานดี ๆ อย่างการแต่งหน้าแต่งผมให้เจ้าสาวก็ไม่มีใครกล้าจ้าง
ในยุคโบราณ การมีบุตรเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของสตรี เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมือง
สะใภ้ใหม่หลายคนหรือหญิงที่ยังไม่มีบุตรจึงไม่กล้าไปให้นางแต่งหน้าแต่งผม
แม่นางซานกล้ำกลืนความโกรธไว้ไม่ไหว จึงล้มป่วยลง
การถูกสามีหย่าไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง ผู้คนมากมายถือเป็นเรื่องอัปมงคล ยิ่งตระกูลขุนนางยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เมื่อมีข่าวลือแพร่กระจาย หญิงในจวนขุนนางที่เคยชอบใช้บริการนางก็ลดน้อยลงไปมาก
“ฮูหยินของข้าเป็นคนเมตตาผู้ยากไร้และอ่อนแอที่สุด ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก” แม่นมเจียงขยับตัวนั่งหลังตรง น้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าได้ยินมานานแล้วว่าฮูหยินเป็นผู้มีคุณธรรมและจิตใจเมตตา หากเป็นฮูหยินบ้านอื่น ไหนเลยจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเช่นนี้!” แม่สื่อรีบคล้อยตาม
“เช่นนั้นก็พานางเข้ามาเถอะ” สีหน้าของแม่นมเจียงผ่อนคลายลง พอใจกับการวางตัวของอีกฝ่าย
หากนางไม่พยักหน้า แม่สื่อก็ไม่พาคนเข้าจวน นับว่ารู้กฎระเบียบดี
แม่สื่อรีบรับคำ บอกว่าจะออกไปพาคนเข้ามาเอง
พอพ้นประตู สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป กระวนกระวายจนแทบควันออกหู
แม่นางซานไม่ออกจากบ้านมาหลายเดือน เหตุใดถึงลืมแม้กระทั่งกฎระเบียบไปได้ นัดกันไว้แต่แรกว่าจะพบกันที่ประตูข้างของที่ว่าการเมืองยามเหม่าเค่อหนึ่ง แต่นางรออย่างไรก็ไม่เห็นอีกฝ่าย จึงได้แต่เข้ามารายงานก่อน
ป่านนี้ไม่รู้ว่านางมาถึงหรือยัง?
ทางด้านเฟิงซุ่ยพาแม่นางซานมาถึงประตูข้าง ในที่สุดก็หายใจได้คล่องขึ้น
หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อสั้นสีน้ำเงินเข้มเดินเร็ว ๆ ออกมาจากด้านใน นางเกล้าผมเป็นมวยกลม ปักปิ่นทองแดงไว้บนศีรษะ ผูกถุงเงินไว้ที่เอว เวลาเดินจึงส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง
สายตาของนางมองข้ามศีรษะเฟิงซุ่ยไป จับจ้องคนที่อยู่ด้านหลัง
“แม่นางซาน ในที่สุดเจ้าก็มาถึงเสียที หากช้ากว่านี้อีกนิด ข้าคงตกใจจนตายแล้ว!” หญิงวัยกลางคนพูดเกินจริง พลางเร่งฝีเท้าสามก้าวรวดขึ้นมา
“ข้าหลงทางไปชั่วครู่ แถมยังบังเอิญพบแม่นางผู้นี้ เลยเสียเวลาไปหน่อย” แม่นางซานเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองหญิงวัยกลางคนอย่างอึดอัดใจเล็กน้อย “ท่านบอกทางจวนแล้วหรือเจ้าคะ…”
“โอ๊ย บอกแล้ว บอกหมดแล้ว นี่ก็ให้ข้ามาเชิญเจ้าเข้าไปนี่อย่างไรเล่า!”
“จริงหรือเจ้าคะ!?”
ดวงตาของแม่นางซานเป็นประกายขึ้นมา ดูไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง จากนั้นก็ยอบกายคำนับหญิงวัยกลางคน “ขอบคุณท่านที่ช่วยออกแรงให้ข้าเจ้าค่ะ”
งานนี้นางเป็นฝ่ายไปขอร้องแม่สื่อด้วยตัวเอง
เดิมทีก็ไม่กล้าคาดหวังมากนัก…
“เฮ้อ ถึงอย่างไรก็เป็นตระกูลใหญ่ที่มีธรรมเนียมถูกต้อง ผู้คนไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลพวกนั้นหรอก” แม่สื่อตบไหล่นาง น้ำเสียงเป็นกันเองขึ้นหลายส่วน ก่อนยิ้มกล่าวว่า “เร็วเข้า ตามข้าเข้าไปก่อน ข้าช่วยเจ้าได้แค่นี้ ต่อจากนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องพึ่งตัวเจ้าเองแล้ว”
“เจ้าค่ะ!”
แม่นางซานแบกหาบไว้บนบ่า เดินไปสองก้าวก็หยุด หันมาถามเฟิงซุ่ยว่า “แม่นางน้อยชื่ออะไรหรือ?”
“เฟิงซุ่ย”
“วันนี้ขอบใจเจ้ามาก วันหลังข้าจะไปเยี่ยมเยือนเพื่อขอบคุณ”
“ท่านไปทำธุระเถิด เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเกรงใจหรอก” เฟิงซุ่ยยิ้มจนคิ้วโค้ง แล้วโบกมือให้อีกฝ่าย
เมื่อแม่นางซานกับแม่สื่อเดินลับตาไปพร้อมกัน
ชุนเหอจึงเดินเข้ามา ยกมือแตะหน้าผากนาง พูดเสียงเย็นว่า “ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา เหตุใดถึงได้เลอะเลือนแบบนี้? เขาจะชดใช้เงินให้ก็ไม่เอา เจ้าโง่หรือไง? ยังพานางลัดทางมาอีก จนลืมซื้อของที่ท่านแม่สั่งไว้เลย”
“ตอนนี้กลับไปซื้อก็ยังทันนี่นา”
เฟิงซุ่ยรู้ว่าชุนเหอโมโหเพราะนางคืนเงินไป จึงทำหน้าหงอย ก่อนทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งดึงอีกฝ่ายให้เดินกลับไปด้วยกัน
พอกลับถึงตรอก ก็ไม่เห็นเงาพ่อค้าเร่แล้ว
ทั้งสองเดินหาไปตามถนน จู่ ๆ ก็มีลมกลิ่นหอมพัดมา
เมื่อมองตามกลิ่นไป ก็เห็นหน้าร้านแห่งหนึ่งแขวนตะกร้าดอกไม้ไว้เหนือป้ายร้าน ประตูหน้าต่างทาสีแดงกับเขียวสดใส
พนักงานที่คอยต้อนรับลูกค้าล้วนเป็นหญิงที่เกล้าผม มีกระผ้าเช็ดหน้าสีแดงเขียวผูกเอวไว้ พอเห็นใครก็ยิ้มทักทายไม่หยุด
หน้าร้านมีเกี้ยวจอดอยู่ไม่น้อย หญิงที่ลงมาจากเกี้ยวล้วนแต่งกายไม่ธรรมดา หลายคนยังมีสาวใช้ติดตามมาด้วย
สองพี่น้องยืนอยู่หน้าร้านพร้อมกัน ก้าวขาไม่ออก
“เราเข้าไปดูกันเถอะ!”
เฟิงซุ่ยมองตัวอักษรบนป้ายร้านอย่างสนใจ แล้วดึงชุนเหอเข้าไปด้านใน
ชุนเหอมองร้านด้วยแววตาใฝ่ฝัน แต่ฝีเท้ากลับลังเล “พวกเราไม่มีเงินนะ!”
ตั้งแต่เกิดมาจนอายุเท่านี้ นางเคยตามท่านแม่เข้าไปดูร้านแบบนี้แค่ครั้งเดียว สุดท้ายก็เดินออกมามือเปล่า
“เข้าไปดูเฉย ๆ เอง เขาไม่ว่าอะไรหรอก”
เฟิงซุ่ยอยากรู้จริง ๆ ว่าร้านเครื่องประทินโฉมเมื่อพันปีก่อนขายอะไรกันบ้าง
หญิงวัยกลางคนร่างท้วมเล็กน้อยที่อยู่หน้าร้านมองสายรัดผมของชุนเหออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเดินเข้ามาต้อนรับ “แม่นางน้อยทั้งสอง อยากดูอะไรหรือ?”
เฟิงซุ่ยยิ้มแย้มเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาว แล้วจูงชุนเหอเดินเข้าไปอย่างเปิดเผย “พวกข้าเป็นสาวใช้ในจวนท่านเจ้าเมือง อยากมาดูของให้บรรดาฮูหยินในจวนเจ้าค่ะ”
“อุ๊ย ที่แท้ก็เป็นแม่นางน้อยจากจวนท่านเจ้าเมือง เชิญเข้ามาเลยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พี่สาวคนนั้นก็ยิ้มอย่างจริงใจขึ้นสองส่วน แล้วต้อนรับทั้งคู่เข้าไปอย่างกระตือรือร้น
เมื่อขุนนางคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ร้านค้าต่าง ๆ ก็เฝ้ารอให้ฮูหยินและคุณหนูจากจวนท่านเจ้าเมืองมาเยือน
เพียงแต่ตระกูลขุนนางมีกฎระเบียบเคร่งครัด คุณหนูน้อยออกจากจวนน้อย ส่วนใหญ่จึงให้สาวใช้ข้างกายออกมาซื้อของแทน
แม้ทั้งสองคนจะแต่งกายไม่เหมือนสาวใช้คนสนิท แต่ในเมื่ออ้างชื่อจวนท่านเจ้าเมืองมา ก็ควรต้อนรับให้ดีไว้ก่อน
เฟิงซุ่ยเดินตามเข้าไปในร้าน ถึงได้เห็นว่าด้านในกว้างขวางกว่าที่คิด
ร้านทั้งร้านมีขนาดเท่าห้องใหญ่สามห้อง ปูพื้นด้วยแผ่นหินสีเขียวอมเทาที่ขัดสะอาดเอี่ยม สองข้างกั้นไว้ด้วยฉากพับลายภูเขาและสายน้ำอย่างละชุด
ก่อนหน้านี้ หญิงที่แต่งกายหรูหราซึ่งลงจากเกี้ยวถูกพาไปด้านหลังฉาก
ตรงกลางตั้งเคาน์เตอร์รูปเว้าเข้าไป มีหญิงสาวงดงามสองคนสวมเสื้อคลุมผ้าไหมยืนอยู่ด้านใน ทั้งยังปักปิ่นประดับผมอย่างงดงาม ใบหน้าละมุนแต่งแป้งบาง ๆ กำลังใช้เครื่องหอมและชาดแต่งหน้าให้ลูกค้าดู
สิ่งที่แปลกตาที่สุดคือ บนหน้าเคาน์เตอร์ฝังกระจกแก้วไว้หลายชิ้น แต่ละชิ้นใหญ่เท่าฝ่ามือ แม้จะมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ก็สะดุดตาเป็นพิเศษ
กลางโถงตั้งชั้นวางของโบราณอยู่หลายชั้น บนนั้นมีขวดโหลสารพัดสีวางเรียงราย
หญิงวัยกลางคนเห็นทั้งสองมองสำรวจด้วยความสงสัย จึงจงใจชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนยิ้มถามว่า “ไม่ทราบว่าแม่นางน้อยอยากเลือกของอะไรให้คนในจวนหรือเจ้าคะ แป้งผัดหน้า ชาดทาปาก หรือน้ำมันทาผมกับครีมบำรุงผิว?”
