หลังการสอบคัดเลือกข้าราชการ เมืองหลวงที่เคยตึงเครียดดุจสายธนูซึ่งขึงจนสุดแรง ก็ผ่อนคลายลงในชั่วข้ามคืน
ห้องส่วนตัวของโรงสุรารายใหญ่ทุกแห่งแน่นขนัดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทุกหนแห่งมีชายหนุ่มสวมชุดเขียวรวมกลุ่มกันสามถึงห้าคน ดื่มสุราและเล่นทายนิ้วกันอย่างครึกครื้น
สถานเริงรมย์ทั่วเมืองหลวงยิ่งมีผู้คนล้นหลาม ตำหนักฉวินอวี้ หอจุ้ยฮวา สำนักเซียวเซียง หน้าประตูแต่ละแห่งจอดรถม้าและเกี้ยวเต็มไปหมด แม่เล้าทั้งหลายแทบนับเงินจนมือเป็นตะคริว
เรื่องที่พวกนางรู้สึกยินดีที่สุดก็คือ การจ่ายเงินหนึ่งพันตำลึงให้เฉินฉางอานช่วยแต่งบทกวี จนสามารถผลักดันหญิงสาวของตนให้กลายเป็นหนึ่งในสิบนางโลมชั้นนำแห่งเมืองหลวง
เหล่าบัณฑิตที่ชอบเสแสร้งทำเป็นผู้มีรสนิยม ต่อให้ตนเองต้องกินหมั่นโถวกลืนผักดอง ก็ยังยอมจ่ายเงินฟังหญิงสาวบรรเลงเพลงสักบท เพื่อนำไปเป็นทุนโอ้อวดกับเพื่อนร่วมสำนัก
ขณะนี้ ภายในร้านชิงซวงฟาง
เฉินฉางอานกำลังนอนเอกเขนกบนเก้าอี้โยก อาบแดดอยู่ บนโต๊ะเล็กตรงหน้าเขามีถั่วลิสงหนึ่งจานกับเหล้าผลไม้หนึ่งกาสั้น
ร้านยังไม่เปิดประตู เจินจูกับเฟยชุ่ยนั่งยองอยู่ข้างเฉินฉางอานคนละฝั่ง คนหนึ่งทุบขาซ้ายให้เขา อีกคนทุบขาขวาให้
ชิงซวงยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งข้างเฉินฉางอาน มือกำลังปอกส้มอยู่ เมื่อปอกเสร็จก็ยื่นกลีบส้มให้เขาหลายกลีบ พลางถามว่า “เหตุใดเจ้าไม่ร้อนใจเลยสักนิด...”
เฉินฉางอานรับส้มใส่ปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ แล้วตอบอย่างอู้อี้ว่า “ร้อนใจไปแล้วมีประโยชน์อันใด สิ่งที่ควรทำก็ทำไปหมดแล้ว ที่เหลือคงได้แต่ปล่อยให้ฟ้าลิขิต...”
