ชั่วข้ามคืน ตลาดกระดาษในเมืองหลวงก็พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ «ไซอิ๋ว» ขายดีไปทั่วเมืองหลวง จนเกิดสถานการณ์ที่กระดาษมีราคาสูงลิ่วและหาซื้อได้ยากยิ่ง
เหล่าพ่อค้ากระดาษที่เดือดร้อนหาใช่มีเพียงร้านหนังสือฉางอานไม่
เมื่อเห็นความต้องการกระดาษเพิ่มสูงขึ้น พวกเขาก็ฉวยโอกาสขึ้นราคา จากเดิมกระดาษ 100 แผ่นราคา 300 อีแปะ ถูกขึ้นราคาเป็น 400 อีแปะ 500 อีแปะ ก่อนจะพุ่งไปถึง 600 อีแปะในท้ายที่สุด ราคาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
การกระทำนี้ทำให้บัณฑิตและผู้รู้ในเมืองหลวงพากันคร่ำครวญ ทว่าก็จำต้องกัดฟันควักเงินซื้อ
ขาดสิ่งใดก็ได้ แต่ขาดกระดาษกับพู่กันไม่ได้เด็ดขาด
ทว่าสถานการณ์เช่นนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปภายในชั่วข้ามคืน
กระดาษที่ร้านหนังสือฉางอานนำออกวางขายมีคุณภาพดีกว่า เขียนง่ายกว่า อีกทั้งราคายังต่ำจนแทบไม่น่าเชื่อ
ชั่วขณะนั้น ธรณีประตูร้านหนังสือฉางอานแทบถูกบัณฑิตในเมืองหลวงเหยียบจนพัง
ส่วนพ่อค้ากระดาษที่ฉวยโอกาสกักตุนกระดาษและวัตถุดิบชั้นดีเอาไว้ ต่างก็ประสบเคราะห์ใหญ่
วัตถุดิบของพวกเขากองพะเนินอยู่ในคลัง จะนำมาทำกระดาษก็ไม่ได้ จะเก็บไว้ก็ไม่ไหว หากทำกระดาษก็ไม่อาจคืนทุน หากเก็บไว้ก็ได้แต่รอให้แมลงชอนไช
กระดาษแบบเก่าที่พวกเขาขายราคาแพง บัดนี้กลายเป็นสินค้าตายที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแล กระดาษแบบใหม่มีคุณภาพเหนือกว่ากระดาษเก่า ทั้งราคายังถูกกว่าเพียงหนึ่งในสิบ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะยอมซื้อของด้อยคุณภาพในราคาแพง
การพังทลายอย่างย่อยยับมาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว เพียงครึ่งวัน ราคากระดาษเก่าในเมืองหลวงก็ร่วงกราวลงเหว
กระดาษไผ่และกระดาษเปลือกหม่อนซึ่งแต่ก่อนราคาหนึ่งแผ่นสามอีแปะ บัดนี้แม้ขายแผ่นละหนึ่งอีแปะก็ยังไม่มีผู้ใดซื้อ พวกเขาทำได้เพียงลดราคาทั้งน้ำตา ขายขาดทุนเพื่อระบายสินค้า ร้านค้าในตลาด สำนักศึกษาเอกชน และช่างคัดลอกตำรา ซึ่งล้วนเป็นลูกค้าเก่าของพวกเขา ต่างพากันไปซื้อกระดาษที่ร้านหนังสือฉางอาน
