ภายใต้สายตาจับจ้องของชาวเมืองนับไม่ถ้วน บัณฑิตร้อยกว่าคนเดินขบวนมาถึงหน้าที่พำนักจอหงวนอย่างเอิกเกริก
เมื่อเป่าฉินเห็นภาพเช่นนี้ ใบหน้าน้อยพลันซีดเผือด กำลังจะปิดประตู ทว่าเฉินฉางอานห้ามไว้เสียก่อน
เฉินฉางอานมองชายชราสิบกว่าคนที่อยู่หน้าขบวน ก่อนผายมือกล่าวว่า “ทุกท่าน เชิญเข้าไปสนทนากันด้านในเถิด”
บัณฑิตเฒ่าผู้เป็นแกนนำเดินขบวนเหล่านั้นสบตากัน ก่อนมองเฉินฉางอานแวบหนึ่ง แล้วจึงก้าวยาว ๆ เข้าไปในที่พำนักจอหงวน
ส่วนผู้คนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาเบียดเสียดกันเต็มถนน รออยู่กับที่
เมื่อเข้าไปในที่พำนักจอหงวน ทุกคนก็หยุดยืนอยู่ในลาน
ชายชราผู้เป็นหัวหน้าหันกลับมามองเฉินฉางอาน พยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “จอหงวนหนุ่มช่างสง่างามสมเป็นบัณฑิตผู้มีความสามารถ...”
เฉินฉางอานประสานมือกล่าวว่า “ท่านชมเกินไปแล้ว ท่านชมเกินไปแล้ว”
ชายชรากล่าวต่อว่า “จอหงวนหนุ่มปรับปรุงวิธีทำกระดาษ ให้ประโยชน์แก่ครอบครัวยากจน ส่งเสริมการศึกษาอย่างยิ่งใหญ่ สร้างคุณูปการต่อแผ่นดินและประโยชน์แก่ราษฎรทั้งปวง พวกข้าชื่นชมยิ่งนัก...”
เขากล่าวยกย่องคุณความดีของเฉินฉางอานก่อน จากนั้นน้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน “แต่คุณความดีก็ส่วนคุณความดี การศึกษาก็ส่วนการศึกษา!”
“หลายร้อยปีมานี้ การศึกษาล้วนยึดหลักคัมภีร์ปราชญ์เป็นรากฐาน ใช้จารีตและหลักจริยธรรมเป็นกรอบ จึงสามารถอบรมขุนนางผู้ทรงคุณธรรมรุ่นแล้วรุ่นเล่า ทว่าเด็กตามตรอกตลาดในยามนี้กลับหมกมุ่นกับนิยายพิสดารตลอดวัน จิตใจฟุ้งซ่าน แล้วจะสงบใจร่ำเรียนจารีตและหลักจริยธรรมได้อย่างไร?”
เขาจ้องตาเฉินฉางอานแล้วถามว่า “จอหงวนหนุ่มทำเรื่องมากมายเพื่อสืบทอดวิถีวรรณกรรมแห่งต้าหนิง ข้าเชื่อว่าเจตนาเดิมของเจ้าล้วนเพื่อประโยชน์ของต้าหนิง แต่เจ้านำเรื่องเทพมารมาใช้เป็นตำราเรียน ไม่กลัวหรือว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำลายเด็ก ๆ ผู้เป็นความหวังแห่งวิถีวรรณกรรมของต้าหนิงหรือ?”
