ที่พำนักจอหงวน
เฉินฉางอานยกปลาทอดซอสแดงจานสุดท้ายมาวางบนโต๊ะ แล้วนั่งลงตรงที่ว่างข้างโต๊ะ
นี่เป็นโต๊ะสำหรับแปดคน เดิมทีเขาตั้งใจจะเรียกเป่าฉินกับพวกนางมากินด้วยกัน ในฐานะคนยุคใหม่ เฉินฉางอานไม่เคยแบ่งแยกเจ้านายกับบ่าวไพร่
แต่ถึงเขาจะเชื้อเชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า สาวใช้น้อยเหล่านั้นก็ยืนกรานไม่ยอมนั่ง เฉินฉางอานจึงไม่ฝืนใจพวกนางอีก
สาวใช้น้อยหลายคนนั่งล้อมวงกินกันอยู่ในลาน ก็ดูครึกครื้นไม่น้อย
เขามองไปยังฝั่งตรงข้าม ยิ้มพลางกล่าวกับจักรพรรดิแห่งต้าหนิงว่า “อาหารบ้าน ๆ ธรรมดา หวังว่าท่านลุงกงจะไม่รังเกียจ”
จักรพรรดิแห่งต้าหนิงเปิดผนึกสุรา แล้วทรงรินสุราใส่จอกทั้งสี่ด้วยพระองค์เอง ก่อนตรัสอย่างเบิกบานว่า “เยวี่ยเอ๋อร์พูดอยู่บ่อย ๆ ว่าฝีมือทำอาหารของเจ้าเหนือชั้น เทียบได้กับหัวหน้าพระครัวในวัง วันนี้พอดีจะได้ลองชิมฝีมือเจ้าเสียที...”
พระองค์คีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งส่งเข้าพระโอษฐ์
พูดกันตามตรง ปลาจานนี้ทำได้ไม่อร่อยเท่าอาหารจากห้องเครื่องหลวง
หัวหน้าพระครัวในห้องเครื่องหลวงล้วนคัดเลือกมาจากทั่วทุกสารทิศ เป็นพ่อครัวฝีมือเลิศที่หาได้ยากยิ่ง ฝีมือทำอาหารล้วนเป็นชั้นยอด
วัตถุดิบในพระราชวังก็สดใหม่และมีคุณภาพสูงที่สุด ทว่าจากเนื้อปลาคำนี้ พระองค์กลับได้ลิ้มรสชาติที่ต่างจากอาหารเลิศรสในห้องเครื่องหลวง
ในวังไม่เคยขาดอาหารเลิศรส ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการจัดจานล้วนไร้ที่ติ แต่กลับปราศจากความอบอุ่น
อาหารในวังล้วนเป็นอาหารเย็นชา ทั้งไร้ไออุ่นของอาหาร และไร้ความอบอุ่นในน้ำใจผู้คน
อาหารฝีมือเฉินฉางอาน แม้รสชาติจะสู้หัวหน้าพระครัวไม่ได้ แต่กลับมีไออุ่นของอาหารและกลิ่นอายชีวิตสามัญชน
“ซี้ด...”
พระองค์เสวยเร็วเกินไป ถึงกับถูกลวกพระโอษฐ์ แต่ก็เสียดายจนไม่ยอมคายออกมา กว่าจะกลืนลงไปได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่
พระองค์ยกจอกขึ้น พระพักตร์เปี่ยมด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย ตรัสว่า “มา ชนจอกกันสักหน่อย ขอแสดงความยินดีกับเจ้าในโอกาสย้ายเข้าบ้านใหม่!”
