เฉินฉางอานยืนอยู่หน้าประตูจวนหลังใหม่ มองเฉินเหวินหย่วนกับฮูหยินจ้าวที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า แววตาไร้คลื่นอารมณ์ มีเพียงความเย็นชา
เขารู้จักนิสัยของคนทั้งสองเป็นอย่างดี
เฉินเหวินหย่วนเสแสร้ง เห็นแก่ผลประโยชน์ และชอบประจบผู้มีอำนาจมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเฉินฉางอานไม่มีประโยชน์ต่อเขา เฉินเหวินหย่วนก็ปล่อยให้ฮูหยินจ้าวใส่ร้ายป้ายสี ขับไล่เฉินฉางอานออกจากบ้านได้อย่างไม่ไยดี
ครั้นเฉินฉางอานเปิดร้านชิงซวงฟาง ทำเงินได้วันละมหาศาล เขาก็ลดตัวลงมาขอขมาถึงที่ได้อีกครั้ง
ส่วนฮูหยินจ้าวนั้น ปากคอเราะร้าย หยิ่งทะนงมาแต่ไหนแต่ไร เห็นเขาเป็นภาระเสมอมา ย่อมไม่มีทางเป็นฝ่ายมาผูกไมตรีด้วยตนเอง
ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ บัดนี้เขาสอบได้เป็นจอหงวน อนาคตไกล ทั้งสองจึงคิดดึงเขาเข้าร่วมฝ่ายขององค์ชายสาม…
เฉินเหวินหย่วนเห็นเฉินฉางอาน แล้วมองไปยังที่พำนักจอหงวนอันโอ่อ่าตระหง่านด้านหลัง แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเก็บอารมณ์ สีหน้าประดับรอยยิ้มเต็มเปี่ยม แล้วเร่งฝีเท้าเข้ามาเอ่ยว่า “ฉางอาน ยินดีด้วยที่สอบได้เป็นจอหงวน ทั้งยังย้ายเข้าบ้านใหม่ด้วย!”
ฮูหยินจ้าวเดินตามหลังเฉินเหวินหย่วน ท่าทีวางอำนาจบาตรใหญ่ในวันวานมลายหายไปสิ้น ใบหน้าซีดขาวแข็งทื่อ สองมือกำแขนเสื้อแน่น ในอกเต็มไปด้วยความอัปยศและความไม่ยินยอม
นางเป็นธิดาคนโปรดที่สุดของอาจารย์ใหญ่ไท่ฟู เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งชีวิตไม่เคยก้มหัวขอขมาต่อผู้ใด
บัดนี้กลับต้องมาขอโทษขอคืนดีกับลูกนอกคอกที่นางเหยียดหยามและรังเกียจจากก้นบึ้งหัวใจมาตั้งแต่เด็ก นับเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิต
น่าเสียดายที่นี่เป็นคำสั่งขององค์ชายสาม แม้แต่บิดาของนางก็ไม่ช่วย นางไม่มีทางปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงข่มความอัปยศในใจ ฝืนก้าวขึ้นหน้าแล้วกล่าวว่า “ฉางอาน ที่ผ่านมาข้าผิดเอง ข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรมหลายครั้ง ข้าสำนึกในความผิดแล้ว ขอให้เจ้ามีเมตตา ให้อภัยหญิงไร้ปัญญาอย่างข้าสักครั้ง…”
