“องค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม องค์ชายหก...”
เฉินฉางอานพยักหน้า จดข้อมูลเหล่านี้ไว้ในใจ จากนั้นหันไปมององค์หญิงเจาเยวี่ยแล้วถามว่า “คุณหนูกงเยวี่ย เมื่อคืนท่านได้ไปร่วมงานเลี้ยงเฉียงหลินหรือไม่ ข้าคล้ายเห็นท่านอยู่ที่สวนฝูหรง”
แววตาขององค์หญิงเจาเยวี่ยฉายความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง ทว่าไม่นานนางก็กดเก็บไว้ ยิ้มกล่าวว่า “มิได้ งานเลี้ยงเฉียงหลินเป็นงานที่มีเพียงขุนนางชั้นสูงตั้งแต่ขั้นสี่ขึ้นไปกับครอบครัวเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้ ตระกูลกงเป็นเพียงพ่อค้าหลวง จะมีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉียงหลินได้อย่างไร บางทีท่านอาจดื่มมากไป จึงมองผิดก็เป็นได้...”
เฉินฉางอานยกมือนวดหว่างคิ้ว จนถึงตอนนี้ศีรษะของเขาก็ยังปวดอยู่บ้าง
เมื่อวานเขาดื่มจนมึนงง บางทีอาจมองผิดจริง ๆ ก็ได้
เขาไม่คิดถึงเรื่องนี้ต่อ หันไปกล่าวกับชิงซวงว่า “ช่วยนำกระดาษกับพู่กันมาให้ข้าที...”
ชิงซวงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “จะเขียนตอนนี้เลยหรือเจ้าคะ ท่านยังสร่างเมาไม่ดีนัก พักผ่อนต่ออีกสักครู่ดีหรือไม่”
เฉินฉางอานโบกมือกล่าวว่า “ไม่เป็นไร...”
สำหรับเขาแล้ว ก็แค่เลือกบทกวีที่เหมาะสมสักหลายบท ไม่ได้เปลืองแรงคิดมากมาย
ชิงซวงรีบนำกระดาษกับพู่กันมา วางลงบนโต๊ะหินกลางลาน ทั้งยังช่วยฝนหมึกให้เฉินฉางอานอย่างว่าง่าย
สตรีจากตระกูลแม่ทัพย่อมไม่ชอบบทกวีอ่อนหวานละเมียดละไมในห้องหอ เฉินฉางอานจึงเลือกบทกวีที่เปี่ยมพลังดุจขุนเขาสายน้ำและองอาจห้าวหาญหลายบท แล้วบรรจงเขียนลงบนกระดาษทีละบท
เนื้อหาของบทกวีไม่ต้องแก้ เพียงเติมคำว่า “มอบแด่...” ต่อท้ายชื่อบทกวีแต่ละบทก็พอ
เฉินฉางอานวางแผนจะเปิดร้านหนังสืออีกแห่ง เพื่อขายรวมบทกวีของตนโดยเฉพาะ
