หลี่ฝู่เจิงไม่เคยเห็นเมิ่งลี้เยว่ร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน น้ำตาเม็ดโต ๆ ร่วงกระทบตัวเขา เขาจึงมือไม้พันกัน รีบหากระดาษทิชชูมาเช็ดน้ำตาให้ พลางปลอบเธอไปด้วย “ที่รัก อย่าเพิ่งร้องไห้นะ……”
“ถ้ายังไม่พร้อม จัดงานแต่งเร็วขนาดนี้ เราค่อยคุยกันอีกทีหลังจากนี้ก็ได้……”
“ไม่ได้!” เมิ่งลี้เยว่สะอื้น เสียงอู้อี้เพราะน้ำมูก ดวงตาแดงก่ำจ้องเขาเขม็ง “คุณพูดแล้วว่าจะจัดเดือนตุลาคม ห้ามเปลี่ยนวันเด็ดขาด!”
แววตาดุ ๆ ของเธอไม่ได้มีอานุภาพน่ากลัวสักเท่าไร หลี่ฝู่เจิงกลั้นหัวเราะแล้วพยักหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ปิดไม่มิด “ได้ ทุกอย่างตามใจคุณ”
เมื่อเห็นอารมณ์ของเธอค่อย ๆ สงบลง หลี่ฝู่เจิงจึงมองเธออย่างอ่อนโยนแล้วถาม “ทำไมร้องไห้หนักขนาดนี้ ถ้าเป็นเพราะผม บอกผมได้นะ ให้ผมแก้ไขได้ไหม”
เมิ่งลี้เยว่พูดไม่ออก เรื่องนี้ช่างพูดยากอยู่สักหน่อย
เธอแค่ดีใจมากเกินไป
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอมักรู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่บ่อย ๆ
เธอแต่งงานกับหลี่ฝู่เจิงจริง ๆ แล้วหรือ?
เขากลายเป็นของเธอแล้วจริง ๆ หรือ?
ความรู้สึกนี้ยากจะอธิบาย เมื่อความชอบที่มีต่อใครสักคนยาวนานข้ามผ่านทั้งวัยเยาว์และการเติบโตของตัวเอง เขาจึงมีความหมายต่อเธอเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่ทำให้ใจเต้นหวั่นไหวเท่านั้น
แต่ยังกลายเป็นแสงนำทางที่มอบความหวังให้เธออย่างไม่รู้จบ ในวันที่ยากลำบากมากมาย
ทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยล้า เมิ่งลี้เยว่จะคิดว่า หลี่ฝู่เจิงกำลังทำอะไรอยู่นะ? เขาคงกำลังพยายามอย่างหนักอยู่แน่ ๆ
เธอเองก็หยุดก้าวเดินไม่ได้เช่นกัน
ที่จริงเธอไม่เคยคิดเลยว่าความชอบครั้งนี้จะได้รับการตอบสนอง เช่นเดียวกับตลอดหลายปีที่ทำงานมา บางครั้งเมื่อได้ข่าวคราวของหลี่ฝู่เจิง เธอก็แค่ดีใจแทนเขา ที่เขาได้ทำตามความปรารถนา
