งานเลี้ยงค่ำคืนนี้จบลง หลังส่งแขกกลับแล้ว เมิ่งลี้เยว่กับหลี่ฝู่เจิงก็ยกน้ำชาให้คุณแม่ทั้งสองต่อหน้า พร้อมรับซองเปลี่ยนคำเรียก
ขั้นตอนพิธีแต่งงานในวันพรุ่งนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ตัดขั้นตอนรับเจ้าสาวและยกน้ำชาออกไป
นี่เป็นข้อตกลงที่พวกเขาหารือกับผู้ใหญ่แล้ว คุณแม่ทั้งสองต่างเห็นว่าเรื่องบางอย่างทำกันเองในครอบครัวก็พอ ไม่จำเป็นต้องจัดใหญ่โตจนมีคนมากมายมายืนล้อมดู
หลังเสร็จสิ้น พวกเขาไม่ได้กลับบ้าน แต่ตรงไปยังโรงแรมที่จะจัดงานแต่งกลางสนามหญ้าในวันพรุ่งนี้
พอเข้าห้อง เมิ่งลี้เยว่ก็ทิ้งตัวลงบนโซฟา นาน ๆ ทีจะเห็นเธอขี้เกียจถึงขนาดนี้ แค่ขยับนิ้วสักนิ้วยังไม่อยากทำ
หลี่ฝู่เจิงนั่งลงข้าง ๆ ค่อย ๆ เกี่ยวเส้นผมเธอมาเล่นบนปลายนิ้ว “ไม่ไปอาบน้ำเหรอ”
“เดี๋ยวก่อน” เมิ่งลี้เยว่ขยับเข้าไปซบอกเขา ก่อนจะจับมือเขาไว้แน่นด้วยตัวเอง น้ำเสียงเจือความไม่สบายใจอยู่หลายส่วน “พรุ่งนี้ก็จะจัดงานแต่งแล้ว”
ทั้งที่แต่งงานกันมานานขนาดนี้ น่าจะคุ้นชินกับชีวิตหลังแต่งงานของทั้งคู่แล้ว แต่พอคิดถึงงานแต่งวันพรุ่งนี้ เธอก็ยังอดประหม่าไม่ได้ หัวใจเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่
ยิ่งในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเช่นตอนนี้ ทั้งองค์ประกอบงานแต่งที่จัดเตรียมไว้ในห้อง ก็ยิ่งคอยเตือนเธออยู่ตลอดว่างานแต่งกำลังจะมาถึง
เมิ่งลี้เยว่ไม่ได้รู้สึกประหม่าเรื่องงานมานานแล้ว
ต่อให้ต้องเจอทั้งพายุฝนฟ้าคะนองและช่วงเวลาเที่ยวบินขาเข้าออกหนาแน่น หรือเซกเตอร์ขาเข้าช่วงวันหยุดยาวที่ยุ่งสุดขีด เธอก็เรียนรู้วิธีรักษาจิตใจให้สงบได้แล้ว
เธอกำลังพยายามเติบโตเป็นผู้ควบคุมการบินที่มีวุฒิภาวะมากพอ ทว่าเรื่องในชีวิตที่มักทำให้หัวใจเธอหวั่นไหวและส่งผลต่ออารมณ์ได้อย่างง่ายดาย ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับหลี่ฝู่เจิง
หลี่ฝู่เจิงเองก็มองออกว่าเธอกำลังกระวนกระวายและไม่สบายใจ
“กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่”
“ไม่รู้สิ…อาจเพราะกลัวว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ พอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริงหรือเปล่า”
เพราะทุกอย่างในตอนนี้ดีงามเกินไป เธอถึงได้รู้สึกไม่มั่นคงเช่นนี้
