กู้หมิงหลางพักรักษาตัวอยู่สามวัน หานชุนคอยเล่าเรื่องภายนอกให้นางฟังทุกวัน “ฮูหยินน้อย ตอนนี้ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างพากันด่าทอตระกูลกู้ ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนล้มป่วย ฮูหยินใหญ่ถูกลงโทษให้คุกเข่าสามวัน ประมุขตระกูลกู้ประกาศต่อคนนอกว่า หากท่านยังไม่ฟื้น ฮูหยินใหญ่ก็ห้ามออกจากศาลบรรพชน”
ชาติที่แล้ว ประมุขตระกูลกู้ลำเอียงเข้าข้างฮูหยินน้อยสกุลเฮ่ออย่างชัดเจน
โดยเฉพาะหลังจากกู้จิงฮวาแต่งเข้าสู่เมืองหลวง ฐานะของฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อในสายตาคนตระกูลกู้ก็ยิ่งสูงส่งขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าเวลานี้หาเหมือนแต่ก่อนไม่
ฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อไม่เพียงล่วงเกินองค์หญิงใหญ่ ยังพาสตรีตระกูลกู้ทั้งหลายให้พลอยเดือดร้อนไปด้วย ใต้เข่าของประมุขตระกูลกู้ก็มีบุตรสาวอยู่หลายคน เมื่อถูกพัวพันไปด้วย เขาคงแทบอยากกินเลือดกินเนื้อฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อเป็นแน่
เมื่อนึกถึงเคราะห์สองคราที่หลบพ้นมาได้ กู้หมิงหลางก็รู้สึกโล่งใจขึ้นไม่น้อย นางดื่มโจ๊กไปครึ่งชาม พอเงยหน้าก็เห็นลู่อิ๋งเดินเข้ามา
ใบหน้าครึ่งหนึ่งยังคงสวมหน้ากาก แววตาเผยความกังวล เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ถามว่า “วันนี้อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่”
กู้หมิงหลางยิ้มให้เขาบาง ๆ “ไม่ทรมานแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่อิ๋งก็ผ่อนคลายลง นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกาย ริมฝีปากใต้หน้ากากเม้มแน่น น้ำเสียงแหบพร่า “ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ล้มป่วยแล้ว อีกทั้งทางเมืองหลวงยังส่งคนไปที่ตระกูลกู้ เดือนหน้าซานหวงจื่อจะเสด็จตรวจพื้นที่รอบนครหนิงอัน”
พอเอ่ยถึงซานหวงจื่อ กู้หมิงหลางก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ซานหวงจื่อเป็นโอรสองค์ที่สามของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ส่วนองค์ชายใหญ่ประสูติจากฮองเฮาเฟิงผู้เป็นชายาเอก เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตำหนักกลางถูกพัวพันกับคดีหนึ่ง คืนก่อนฮองเฮาถูกปลด ตำหนักกลางเกิดเพลิงไหม้ ฮองเฮาเฟิงกับองค์ชายใหญ่ซึ่งมีพระชนมายุยังไม่ครบหนึ่งชันษาสิ้นพระชนม์ในกองเพลิง ไม่เหลือแม้แต่กระดูก