“ขอเรียนถามท่านแม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใดหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เดือนสามของปีก่อน”
“เดือนสาม บวกกับที่เหลียนอี้บาดเจ็บจนต้องนอนพักฟื้นสามเดือน หมายความว่าเดือนสี่ เดือนห้า และเดือนหกของปีก่อน เหลียนอี้มิได้คอยปรนนิบัติท่านแม่เลย” กู้หมิงหลางมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อ แล้วเอ่ยอย่างรวดเร็วว่า “แต่เดือนสี่ของปีก่อน งานฉลองวันเกิดครบปีของฮูหยินผู้เฒ่าจวนโหวหย่งอันส่งเทียบเชิญมายังตระกูลกู้ ข้าจำได้ว่าท่านแม่พาเหลียนอี้ไปด้วย”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ สีหน้าของฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อก็เปลี่ยนไปทันที “เจ้าต้องจำผิดแน่ วันนั้นคนที่ออกไปด้วยคือไฉ่ชิง ไม่ใช่เหลียนอี้ อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ผ่านมาตั้งปีแล้ว หรือเจ้าคิดจะให้คนจวนโหวมาเป็นพยานให้หรือไร?”
กู้หมิงหลางเลิกคิ้วยาวขึ้น “ผู้อื่นอาจไม่รู้จักสาวใช้ผู้นี้ แต่ฮูหยินจวนโหวหย่งอันย่อมรู้จักแน่ เหลียนอี้ชนซื่อจื่อของจวนโหวในงานเลี้ยงจนป้ายหยกของซื่อจื่อแตก ฮูหยินโหวเห็นแก่ตระกูลกู้จึงมิได้เอาความ”
นางหันไปทางองค์หญิงใหญ่เจาหลิน “สะใภ้ยินดีวาดภาพ วาดรูปร่างหน้าตาของเหลียนอี้ ขอท่านแม่ส่งคนไปจวนโหวหย่งอันสักเที่ยว เพียงให้ซื่อจื่อกับฮูหยินโหวดูสักแวบ ก็จะรู้ได้ว่าวันนั้นเหลียนอี้ไปจวนโหวหรือไม่!”
สิ้นคำ สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ากู้กับฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อก็ย่ำแย่ลงอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะฮูหยินน้อยสกุลเฮ่อ เหงื่อเม็ดโตไหลรินลงมาตามหน้าผาก นางเม้มปากแน่น แล้วมององค์หญิงใหญ่เจาหลินอย่างร้อนรน ก่อนจะอ้าปากเอ่ยว่า “องค์...องค์หญิงใหญ่ เรื่องนี้มีความเข้าใจผิดเพคะ”
องค์หญิงใหญ่เจาหลินเห็นสีหน้าของทั้งสองก็เดาได้แล้วว่าคำพูดของกู้หมิงหลางเป็นความจริง นางตบโต๊ะพลางหัวเราะเย็นชา “แต่งงานกันได้สามวัน ตระกูลกู้พากันมาถึงสองครั้ง คิดว่าข้าหลอกง่ายนักหรือ!”
“องค์หญิงใหญ่ ต่อให้เหลียนอี้เคยไปจวนโหว ก็ไม่ได้หมายความว่าเหลียนอี้จะไม่ได้พบ...”
ตุบ!
กู้หมิงหลางคุกเข่าลง หลังตรงสง่างาม “ท่านแม่ สะใภ้ยินดีให้ตรวจร่างกายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เพคะ!”