นอกเมืองผิงหยาง
ศาลาพักม้าสิบลี้
ร่างชราที่แม้จะสูงตระหง่านกลับปรากฏตัวขึ้นกลางถนนหลวงอย่างไร้สุ้มเสียง
อาภรณ์ยาวสีเทาขาวพลิ้วไหว
ประมุขสำนักเสวียนเจี้ยนแห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยน
เซียวอู๋จี๋
เขาเงยหน้าขึ้น
สายตาลึกล้ำทะลุผ่านหมอกบางยามรุ่งสาง มองไปยังท้องนภาเหนือเมืองผิงหยาง
ณ ที่แห่งนั้น
ยังมีไอสีดำจางเสียจนแทบมองไม่เห็นหลงเหลืออยู่เส้นหนึ่ง ทั้งยังแฝงความลี้ลับยิ่ง ทว่าเพียงสัมผัสก็ชวนให้ขนลุกซู่
รูม่านตาของเซียวอู๋จี๋หดแคบลงฉับพลัน
นี่มัน...
ลัทธิบูชาสวรรค์!
ไอมลทินที่หลงเหลือจากจันทร์ทมิฬ!
ลมหายใจของเซียวอู๋จี๋ชะงักไปครึ่งจังหวะ
ภายในกาย เม็ดโอสถยุทธ์ปราณอำมหิตแท้จริงที่ผ่านการขัดเกลามานานถึงสองร้อยปีจนหลอมรวมถึงขีดสุด บัดนี้กลับสั่นสะเทือนเบา ๆ อย่างควบคุมไม่ได้
มิใช่เพราะตื่นเต้น
หากเป็นความหวาดระแวงที่เกิดจากสัญชาตญาณ
ราชวงศ์ต้าเยี่ยนเพิ่งติดต่อกับลัทธิบูชาสวรรค์ได้ไม่นาน
ด้วยเหตุนี้ ลัทธิบูชาสวรรค์จึงยังมิได้จัดวางกำลังรบชั้นสูงอย่างแท้จริงไว้ในเขตแดนต้าเยี่ยน
แต่ถึงกระนั้น
เซียวอู๋จี๋กลับหวาดระแวงองค์กรนี้อย่างฝังลึกถึงกระดูก
ถึงขั้นเรียกได้ว่า...หวาดกลัว
เขาได้ประจักษ์ถึงความน่าสะพรึงกลัวขององค์กรนี้จากข้อมูลที่สำนักเสวียนเจี้ยนรวบรวมมา
ในข้อมูลเหล่านั้นมีเพียงสี่คำ ทว่ากลับชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของราชวงศ์นับไม่ถ้วน
จันทร์ทมิฬปรากฏ
หญ้าสักต้นก็ไม่เหลือ!
มิใช่เพียงเพราะสาวกลัทธิบูชาสวรรค์มีความสามารถในการคืนชีพได้ไม่รู้จบอย่างไร้เหตุผล
แต่ยังเป็นเพราะพลังที่อยู่เบื้องหลังองค์กรนี้
ประหนึ่งคลื่นยักษ์ท่วมฟ้า ลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง
แม้แต่บรรพชนขั้นปราณอำมหิตแท้จริงอย่างเขา เมื่อเผชิญหน้ากับมลทินระดับมิติสูงเช่นนั้น ก็ยังรู้สึกว่าตนไร้กำลังจะต้านทาน
เมื่อเทียบกับยอดฝีมือลึกลับผู้ไร้เทียมทานอะไรนั่น
เขากลับหวาดกลัวลัทธิบูชาสวรรค์ยิ่งกว่า
เพราะต่อให้ยอดฝีมือแข็งแกร่งเพียงใด ก็เป็นเพียงคนคนเดียว
ส่วนลัทธิบูชาสวรรค์คือเครื่องจักรสงครามขนาดมหึมา เย็นชา และยากจะทำความเข้าใจ
