โก่วจื่อพุ่งเข้าประตูมาอย่างรีบร้อน จนเท้าพันกัน เกือบล้มหน้าคะมำ
หิมะเกาะเต็มตัว คิ้วกับหนวดมีเกล็ดน้ำแข็งจับ ใบหน้าหนาวจนเขียวคล้ำ
พอความอุ่นในห้องปะทะเข้าใส่ หิมะบนตัวก็ละลายกลายเป็นน้ำ ไหลลงมาตามขากางเกงขังเป็นแอ่งเล็ก ๆ บนพื้น
ลู่เจิงเอนมีดฟืนพิงไว้หลังประตู เกิดเสียงดังทึบ “กึง”
ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังลมที่พัดเข้ามาทางประตู ดวงตาลึกล้ำราวกับบ่อน้ำไร้ก้น
“พูดมา”
โก่วจื่อหอบหายใจแรงติด ๆ กัน หน้าอกกระเพื่อมพร้อมเสียงลมดังฟู่ ๆ ราวกับสูบลมเก่าขาด ๆ
เขาพยุงกรอบประตูไว้ กว่าจะหายหอบก็ผ่านไปพักใหญ่
“พี่เจิง! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! แม่พี่เปียว...”
โก่วจื่อไออย่างหนักอีกระลอก จนใบหน้าแดงก่ำ
“แม่พี่เปียวอาการหนักแล้ว!”
ลู่เจิงขมวดคิ้วแน่น
ซุ่ยซุ่ยบนเตาอิฐสะดุ้งกับเสียงดังกล่าว มือเล็กกำธนบัตรใบใหญ่ไว้ ดวงตากลมโตดำขลับมองไปทางประตูอย่างไม่สบายใจ
ลู่เจิงหันกลับไปมองเธอแวบหนึ่ง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“ไม่ต้องกลัว”
เขาหันกลับมามองโก่วจื่ออีกครั้ง
“หมอในอำเภอว่าไง?”
“บอกว่า...โกรธจนไฟขึ้นอก ลมหายใจติดขัด มียาอยู่ชนิดเดียวที่ช่วยยื้อชีวิตไว้ได้!”
โก่วจื่อล้วงกระดาษเปียกเหงื่อจากอกเสื้อออกมา มือสั่นระริก ก่อนส่งให้เขา
“หมออู๋ในอำเภอบอกว่า ต้องเป็นตังกุยป่าที่ขึ้นอยู่ในแอ่งหิมะบนเขาด้านหลัง ต้องเป็นต้นที่อายุแก่ที่สุดและสภาพดีที่สุดเท่านั้น!”
ลู่เจิงรับกระดาษมา พลางอาศัยแสงสีเหลืองสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดก้มมอง
บนกระดาษวาดรูปต้นไม้แบบลวก ๆ ข้างกันมีตัวหนังสือเขียนเอียงกระเท่เร่อยู่ไม่กี่ตัว
แอ่งหิมะบนเขาด้านหลัง
แม้แต่นายพรานช่ำชองที่สุดในหมู่บ้านก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ที่นั่นง่าย ๆ
