ลู่เจิงไม่สนใจสายตาร้อนแรงจากคนที่ตามหลังมา แผ่นหลังตั้งตรงราวกับทวนเล่มหนึ่ง
บนบ่ากว้างแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่หนักอึ้ง ทว่าฝีเท้ากลับรวดเร็วและมั่นคง ไม่มีหยุดชะงักแม้แต่น้อย
ทางเดินโรยกรวดขรุขระ ซุ่ยซุ่ยต้องสาวขาสั้น ๆ อย่างรวดเร็วถึงจะตามทัน
แต่เธอไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด
มือใหญ่ของคุณน้าทั้งแห้งและอบอุ่น โอบกุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้แน่น
สายลมพัดผ่านข้างหู
เสียงพูดคุยและเสียงสูดปากของชาวบ้านด้านหลังคล้ายเม็ดทรายที่ถูกลมพัดกระจาย ยิ่งห่างออกไปก็ยิ่งเลือนราง
เบื้องหน้าคือท้ายหมู่บ้าน
กระท่อมมุงจากผุพังไม่กี่หลังเบียดชิดกันอย่างเอียงกระเท่เร่ ผนังฉาบดินเหลืองลอกเป็นด่าง ๆ ส่วนหลังคามุงจากที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิงดูคล้ายผมหงอกของชายชรา
บ้านของลู่เจิงอยู่ตรงมุมในสุด เป็นลานเล็ก ๆ ที่ล้อมด้วยกำแพงดินโคลนสูงเพียงครึ่งตัวคน
ประตูรั้วประกอบจากแผ่นไม้ผุ ๆ ไม่กี่แผ่น ใช้ลวดเหล็กบิดเป็นห่วงยึดเสริมไว้หลายจุด
เมื่อลู่เจิงเดินมาถึงหน้าประตู เขาไม่ได้เข้าไปทันที แต่หยุดฝีเท้าแล้วกวาดตามองรอบข้างอย่างระแวดระวังด้วยดวงตาดำลุ่มลึก
บนทางในหมู่บ้านว่างเปล่า มีเพียงเสียงลมครวญครางผ่านยอดไม้ที่โกร๋นไร้ใบ
เมื่อแน่ใจแล้ว เขาจึงปล่อยมือซุ่ยซุ่ย ว่างมือไปดึงกลอนประตูไม้เปิดออกดังครืด
“เอี๊ยด—”
ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าครางเสียงยาวจนฟังแล้วเสียวฟัน
“คุณน้า ถึงบ้านแล้วค่ะ”
ซุ่ยซุ่ยพูดเสียงเล็กใส ก่อนสาวขาสั้น ๆ วิ่งนำเข้าไปในลาน
ลู่เจิงเดินตามเข้าไปติด ๆ แล้วหันกลับไปปิดประตูไม้บาง ๆ จากด้านในมีท่อนไม้หนาวางพิงอยู่ก่อนแล้ว
เขาก้มลงหยิบขึ้นมา ก่อนเสียบมันเข้าร่องหลังประตูอย่างชำนาญ
